ออกมายืนยันเป็นครั้งที่สาม ก่อนเดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ
คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ย้ำว่า พร้อมเดินหน้าต่อสู้คดีตามกระบวนการทางกฎหมาย ไม่หนี และจะไม่ใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมือง ถ้าศาลตัดสินว่ามีความผิดพร้อมยอมรับโทษแม้ถึงขั้นสั่งประหาร เพราะต้องการรักษาไว้ซึ่งระบบยุติธรรมของไทย
คุณอภิสิทธิ์ และคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ตกเป็นผู้ต้องหาในความผิดฐาน “ร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล” ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศใช้พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ช่วงจัดการชุมนุมของกลุ่มนปช.ที่เชิงสะพานผ่านฟ้าฯ และที่สี่แยกราชประสงค์ และแต่งตั้งนายสุเทพ เป็นผู้อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน ใช้ทหารเข้าดูแลสถานการณ์จนการชุมนุมยุติลง โดยในช่วงเกือบสองเดือนระหว่างนั้นมีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คน
เมื่อศาลอาญามีคำสั่งชี้การตายของ 2 รายในช่วงชุมนุมเกิดจากกระสุนปืนของทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศอฉ. จึงต้องไปต่อสู้คดีกันในชั้นศาลต่อไปว่า ทั้งคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพ ฐานถูกกล่าวหา “ร่วมกันก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนาเล็งเห็นผล”นั้น
ศาลจะเป็นผู้วินิจฉัย ว่ามีความผิดตามฟ้องหรือไม่ ถ้ามี ต้องรับโทษอย่างไร ซึ่งต้องต่อสู้กันไปตามกระบวนการยุติธรรม
และการที่คุณอภิสิทธิ์ออกมาพูด และเมื่อพูดแล้วคำพูดย่อมเป็นนายผู้พูด ที่ว่าพร้อมสู้คดีตามระบบ ไม่หนี ไม่เอามาใช้ต่อรองทางการเมือง ซึ่งก็คือไม่เปลี่ยนจุดยืนไปหนุนการออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรมความผิดของนักการเมือง และคดีอันเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา
สังคมก็จะได้ติดตามเส้นทางของคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพต่อไป ว่ามีอะไรผิดเพี้ยนจากคำสัตย์ที่ได้ลั่นวาจาไว้หรือไม่
อย่างน้อยที่สุดการที่คนระดับอดีตนายกรัฐมนตรี ต้องข้อหาร่วมกันก่อให้เกิดความตายขึ้นนั้น ต่อไปนักการเมืองผู้ถืออำนาจรัฐทั้งหลาย ก่อนจะตัดสินใจใช้อำนาจใด ๆ ในมือ ต้องนั่งนึกตรึกตรองชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบอย่างยิ่ง
ขณะเดียวกันการที่คุณอภิสิทธิ์เดินต่อสู้ในระบบ เป็นการรักษากระบวนการยุติธรรม แม้อาจต้องแลกด้วยชีวิต ในประเด็นนี้จึงควรยกย่อง เพราะเป็นการรักษาหลักของบ้านเมืองเอาไว้
เพราะในความขัดแย้งนั้นต้องมีกระบวนการวินิจฉัยชี้ขาดแล้วเป็นที่ยุติ แม้ว่าในการตัดสินนั้นย่อมต้องมีฝ่ายที่ไม่ชอบใจอยู่เสมอก็ตาม
หากทุกฝ่ายที่อยู่ในความขัดแย้งจะหันมาใช้กระบวนการยุติธรรม เป็นที่ชี้ขาดและยุติความเห็นต่าง บ้านเมืองที่ร้อนรุ่มก็คงคลี่คลายลงไปได้ในที่สุด!
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,801 วันที่ 16-19 ธันวาคม พ.ศ. 2555




