ถี่และดังขึ้นเรื่อย ๆ กับตัวเลขภาระหนี้ของสังคมไทย คุณประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท. ก็ออกมา"เตือน"ก่อนหน้านี้ ว่าตัวเลขภาวะหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มขยายตัวสูงขึ้น
ล่าสุดคุณสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า สภาพัฒน์ ก็ออกมาเปิดตัวเลขน่าตกใจว่า
ครัวเรือนไทยมีพฤติกรรมก่อหนี้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าการสะสมเงินฝาก
โดยจากตัวเลขไตรมาส 3 ปีนี้มียอดคงค้างสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล มีมูลค่า 2.74 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
แยกเป็นการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อที่อยู่อาศัย 10.3% สินเชื่อซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ 33.6% และสินเชื่อส่วนบุคคล เพิ่มขึ้น 30.3 %
ตัวเลขที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ ตัวเลขการผิดนัดชำระหนี้ เป็น "หนี้เสีย" หรือเอ็นพีแอล พบว่าเพิ่มขึ้นแม้ในเชิงตัวเลขรวมจะมีมูลค่าเพียง 7,382 ล้านบาท แต่ก็มีอัตราเพิ่มสูงถึง 37.8 % และสินเชื่อบัตรเครดิตผิดนัดชำระเกิน 3 เดือน เพิ่มขึ้น 11.1% เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น 25.1%
สะท้อนว่าการเร่งตัวของหนี้เสียทวีขึ้นอย่างน่ากลัว
ยิ่งเจาะเข้าไปดูถึงแก่นข้างไหนยิ่งน่าเสียวไส้ เพราะปรากฏว่าสัดส่วนการออมของคนไทยต่อจีดีพีอยู่ที่ 7.8% ขณะที่ญี่ปุ่นอยู่ที่ 50 % เพราะตัวเลขนี้แสดงถึงว่า ภูมิคุ้มกันต่อโรคหนี้ของคนไทยต่ำมาก แม้เชื้ออาจไม่แรงเท่าชาติอื่น เราอาจถึงตายได้
นั่นเป็นด้านหนี้ของชาวบ้านร้านตลาด หรือหนี้ภาคประชาชน
หันมาดูหนี้ภาครัฐก็น่าห่วงไม่น้อยไปกว่ากันเท่าไหร่ เพราะการอัดฉีดใช้เม็ดเงินงบประมาณไปกับโครงการประชานิยมที่มุ่งตรงไปยังคนกลุ่มต่าง ๆ จนต้องตั้งงบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง
รัฐบาลยังตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระลอกใหม่ด้วยเงินกู้ก้อนใหญ่ ทั้งลงทุนระบบน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ลงทุนสร้างอนาคต 2.24 ล้านล้านบาทใน 7 ปี หรือโดยเฉลี่ยคือ ปีละ 3 แสนกว่าล้านบาทต่อเนื่องไปอีก 8 ปี
ผู้บริหารกระทรวงการคลังยืนยัน ตามแผนพยายามคุมตัวเลข โดยหนี้สาธารณะจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสูงสุดในปีงบประมาณ 2560 แต่ยืนยันว่าไม่เกินกรอบการคลังยั่งยืน คือไม่เกิน 60% ของจีดีพี
นั่นเป็นการวางกรอบเพื่อบริหารงานในภาวะปกติ
แต่ระหว่างทางมีเหตุไม่คาดฝันที่อาจทำให้ผิดแผนเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ ปัญหาความขัดแย้งภายในหรือระหว่างประเทศ เศรษฐกิจโลกที่ไม่อาจทำนายได้ หรืออื่น ๆ ร้อยแปด
วิกฤติต้มยำกุ้งคราวก่อนมาจากหนี้ภาคเอกชน แต่คราวนี้ถ้าเจอเป็นหนี้หัวโตทั้งประชาชนทั้งรัฐบาล เราจะถอยไปหาหลุมหลบภัยที่ไหนกันได้บ้าง?
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,796
วันที่ 29 พฤศจิกายน - 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555




