คาร์ฟูร์สาขาหนึ่งชานกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซียในที่สุด คาร์ฟูร์ ผู้ค้าปลีกรายใหญ่จากฝรั่งเศส ก็ถอนสมอจากอินโดนีเซียอีกประเทศหนึ่งแล้ว โดยเหลือไว้เพียงสัญญาแฟรนไชส์ให้พันธมิตรท้องถิ่นดำเนินการต่อ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (20 พ.ย.) คาร์ฟูร์ประกาศขายหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ 60%
ในบริษัทร่วมทุนให้กับซีที คอร์ป ที่เป็นพันธมิตรท้องถิ่นในประเทศอินโดนีเซีย โดยผู้บริหารของบริษัทระบุว่าเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของบริษัทที่ต้องการหันกลับไปเน้นให้ความสำคัญกับธุรกิจที่มีอยู่ในตลาดยุโรปเป็นหลัก
หลังการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ทางซีที คอร์ป ซึ่งมีหุ้นในคาร์ฟูร์ อินโดนีเซีย อยู่แล้ว 40% ก็จะกลายเป็นผู้ได้รับเอกสิทธิ์ในการบริหารและดำเนินการห้างคาร์ฟูร์แต่เพียงรายเดียวในประเทศอินโดนีเซียผ่านทางบริษัทลูกที่ชื่อ พีที ทรานส์ รีเทล ผู้บริหารของคาร์ฟูร์แสดงความมั่นใจว่า พันธมิตรรายนี้มีความสามารถเพียงพอที่จะพัฒนาแบรนด์ของคาร์ฟูร์ต่อไปได้ด้วยดี ขณะที่นายไชรุล ตันยุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซีที คอร์ป ก็ยืนยันว่า ไม่เพียงเฉพาะในอินโดนีเซียเท่านั้น ที่บริษัทจะพัฒนาแบรนด์คาร์ฟูร์ต่อไป แต่ซีที คอร์ปยังมองถึงความเป็นไปได้ที่จะขยายเครือข่ายสาขาของคาร์ฟูร์เข้าไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย โดยเฉพาะที่กำลังเล็งอยู่ในเวลานี้คือ เวียดนามและเมียนมาร์
ปัจจุบัน คาร์ฟูร์มีสาขาอยู่ในอินโดนีเซียทั้งสิ้น 84 สาขา หลังจากที่บริษัทมีนายจอร์จ ปลาสซาต์ เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนใหม่เมื่อต้นปีนี้ (เป็นซีอีโอคนที่ 3 ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมา) ก็มีการปรับนโยบายหันมาให้ความสำคัญกับตลาดที่มีการพัฒนาเต็มที่แล้วแทนบรรดาตลาดเกิดใหม่ แต่หากตลาดประเทศใดมีศักยภาพการเติบโตสูง บริษัทก็จะยังคงขยายการลงทุนเพิ่มต่อไป ยกตัวอย่าง ในประเทศอาร์เจนตินา คาร์ฟูร์เข้าไปซื้อกิจการของซูเปอร์มาร์เก็ตท้องถิ่นที่ชื่อ เอกิ (Eki) ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้ได้ร้านสาขามาทันที 129 สาขา
อย่างไรก็ตาม ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาและก่อนกรณีของอินโดนีเซีย คาร์ฟูร์ถอนสมอออกจาก 4 ประเทศแล้ว รวมถึงโคลอมเบียและมาเลเซีย นอกจากนี้ บริษัทยังยุติสาขาที่ไม่ทำกำไรในกรีซ และปิดสาขาในสิงคโปร์
สำหรับการขายหุ้น 60% ในอินโดนีเซียครั้งนี้ คาร์ฟูร์เสนอซื้อที่ราคา 525 ล้านยูโร หรือกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะนี้ยังคงต้องรอการพิจาณาอนุมัติของหน่วยงานรัฐบาลอินโดนีเซียว่าเข้าข่ายการผูกขาดตลาดหรือไม่ ซึ่งถ้าผ่านหรือได้รับการพิจารณาอนุมัติ ทุกอย่างก็จะเสร็จสมบูรณ์ราวเดือนมกราคมปี 2556
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,795 วันที่ 25-28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555




