หลังจากที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯออกมาเป็นที่เรียบร้อย โดยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้รับเลือกเป็นสมัยที่ 2 ประชาคมเศรษฐกิจโลกต่างก็เริ่มตั้งคำถามว่า
ภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนเดิมกับชุดนโยบายใหม่โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อทิศทางเศรษฐกิจสหรัฐฯและเศรษฐกิจโลกอย่างไร นับว่าเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะการเปลี่ยนแปลงใดๆที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจสหรัฐฯและโลก ย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีความพัวพันกับเศรษฐกิจโลกและสหรัฐฯค่อนข้างสูง
ในการเลือกตั้งที่ผ่านมานี้ นอกจากจะเป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีแล้ว ยังเป็นการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกบางส่วนและผู้แทนราษฎรพร้อมกันอีกด้วย ดังนั้น จำนวนเสียงในรัฐสภาระหว่างพรรคเดโมแครตและรีพับลิกัน จึงมีนัยสำคัญต่อการประสานงานระหว่างรัฐสภาและประธานาธิบดี รวมทั้งความมีประสิทธิผลของการปฏิบัติตามนโยบายที่หาเสียงไว้อีกด้วย ซึ่งผลการเลือกตั้งออกมาต่างจากที่ผมประเมินไว้เล็กน้อย นั่นคือ ผมคาดว่าประธานาธิบดีโอบามาจะชนะการเลือกตั้ง แต่พรรครีพับลิกันจะได้เสียงข้างมากในทั้ง 2 สภา ทว่าผลที่ออกมาก็คือ ประธานาธิบดีโอบามาได้รับเลือกตั้ง และพรรคเดโมแครตยังสามารถรักษาเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้ ขณะที่พรรครีพับลิกันสามารถรักษาเสียงข้างมากในสภาผู้แทนไว้ได้เหมือนเดิม ดังนั้นองค์ประกอบทางการเมืองของสหรัฐฯจึงแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากก่อนการเลือกตั้งเลย อย่างไรก็ตาม ก็มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่บ้าง เนื่องจากประธานาธิบดีโอบามาได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2 ดังนั้นสมาชิกรัฐสภาจะมีความเกรงใจน้อยกว่าสมัยแรกเพราะรู้แน่ว่าถ้าออกจากตำเหน่งแล้วจะไม่สามารถกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้อีก นอกจากนี้ทั้ง Approval Rating ของการทำงานที่ผ่านมา และ Popular Vote ของการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็อยู่ในระดับไม่สูงนัก ซึ่งจะส่งผลทำให้ประธานาธิบดีโอบามาไม่สามารถที่จะชักจูงให้ทั้งผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตด้วยกันเอง คล้อยตามนโยบายของตนเองได้ง่าย ดังนั้นการผลักดันนโยบายจะทำได้ค่อนข้างยากในการเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 นี้
ส่วนด้านนโยบายเศรษฐกิจนั้น ผมคิดว่า ประธานาธิบดีโอบามาได้เปลี่ยนแนวทางเศรษฐกิจ จากการเน้นการใช้กลไกภาครัฐมาใช้กลไกระบบตลาดมากขึ้น โดยในช่วงต้นของสมัยแรก แนวหลักของนโยบายเป็นการมุ่งเน้นการใช้จ่ายและกลไกภาครัฐในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจ เช่น มาตรการ American Recovery and Reinvestment Act 2552, มาตรการ American Job Act 2554, มาตรการประกันสุขภาพถ้วนหน้า กฎหมายปฏิรูปการเงิน (Dodd-Frank Wall Street Reform and Consumer Protections Act) และ American Clean Energy and Security Act แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวทางนโยบายโดยหันมาใช้กลไกตลาดมากขึ้น เช่น การเลื่อนบังคับใช้มาตรฐานการปล่อยอากาศเสีย (Ozone และ Emission) ของธุรกิจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติออกไป 2 ปี และอนุมัติการตกลงเปิดการค้าเสรีกับ 3 ประเทศ ส่วนในการหาเสียงชิงประธานาธิบดีรอบ 2 ประธานาธิบดีโอบามา ก็แสดงแนวทางอิงกับระบบตลาดชัดเจนขึ้น โดยเน้นการลดการกำกับดูแล (Deregulation) และลดภาษีในการกระตุ้นการลงทุน ตลอดจนใช้มาตรการลดภาษีรายได้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในการบริโภค ผมขอสรุปแนวทางเศรษฐกิจหลักของประธานาธิบดีโอบามาที่คาดว่าจะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้
นโยบายเกี่ยวกับพลังงาน ประธานาธิบดีโอบามาเน้นความมั่นคงในการใช้พลังงานที่ผลิตในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตก๊าซธรรมชาติจากหินดินดาน (shale gas) ที่ประธานาธิบดีโอบามา ต้องการผลิตเพื่อใช้ในประเทศให้พอเพียงก่อนจึงจะส่งขายต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเป็นปี 2563 ซึ่งจะทำให้ไม่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของอุปทานพลังงานโลกในอนาคตอันใกล้ นอกจากนี้ ด้วยแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ค่อนข้างจะหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทหารโดยเฉพาะท่าทีต่อการแก้ไขวิกฤตินิวเคลียร์ของอิหร่าน แต่จะใช้วิธีทางการทูตและการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเหมือนเดิม ซึ่งทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่สถานการณ์วิกฤตินิวเคลียร์ของอิหร่านจะไม่เลวร้ายลงจนกระทบต่ออุปทานและราคาน้ำมันอย่างรุนแรง ดังนั้นระดับราคาน้ำมันโลกจะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบันมากนัก
นโยบายการเงิน คาดว่าประธานาธิบดีโอบามาจะไม่มีการเปลี่ยนตัวประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ นั่นก็คือจะไม่ส่งผลทำให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงิน และยังจะมีการใช้มาตรการ QE3 ต่อไป ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณเงินดอลลาร์ไหลเวียนในตลาดโลกสูง ดังนั้น ค่าเงินบาทก็ยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อไป ขณะที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของไทยจะปรับตัวสูงขึ้น และอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้จะยังอยู่ในช่วงขาลง
Fiscal Cliff วันที่ 1 มกราคม 2556 จะมีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ด้านการคลังของสหรัฐฯ อย่างน้อย 3 เรื่อง คือ การเริ่มตัดค่าใช้จ่ายภาครัฐอัตโนมัติรวม 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในระยะเวลา 10 ปี ตามที่ประธานาธิบดีโอบามาได้ตกลงไว้กับรัฐสภา การยกเลิกการลดภาษีรายได้จากค่าจ้าง และการยกเลิกการชดเชยการว่างงาน ซึ่ง Congressional Budget Office ประเมินว่าถ้าทำตามทั้งหมดจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ หดตัวลงร้อยละ 0.5 ในปี 2556 การที่ประธานาธิบดีโอบามาได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามา จะทำให้การปรับลดรายจ่ายแบบอัตโนมัติและการยกเลิกการชดเชยการว่างงานจะยังคงเป็นไปตามเวลาที่กำหนด ขณะที่จะมีการยกเลิกการยกเว้นภาษีรายได้จากค่าจ้าง สำหรับครอบครัวที่มีรายได้สูงกว่า 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี หรือบุคคลที่มีรายได้สูงกว่า 200,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปีเท่านั้น และการที่สภาผู้แทนถูกครองโดยพรรครีพับลิกันที่เคยมีปัญหาความขัดแย้งในอดีต ทำให้คาดว่า การประสานงานระหว่างประธานาธิบดีโอบามาและรัฐสภาจะไม่ราบรื่นนัก ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหา Fiscal Cliff ทำได้โดยความยากลำบาก และจะหลีกเลี่ยงการตัดงบประมาณได้ยาก ดังนั้นเศรษฐกิจสหรัฐฯจะชะลอตัวลงค่อนข้างมากในปี 2556 ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกและเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก
นโยบายที่สำคัญประการสุดท้ายก็คือ มาตรการเกี่ยวกับการจ้างงาน ในการหาเสียงประธานาธิบดีโอบามา ประกาศว่าจะรักษางานไว้ในประเทศ โดยจะกำหนดอัตราภาษีสำหรับบริษัทสหรัฐฯที่เป็นบริษัทข้ามชาติไม่ให้สูงเกินไป รวมถึงจะเก็บภาษีจากกำไรในการทำธุรกิจในต่างประเทศ เพื่อจูงใจให้บริษัทเหล่านั้นอยู่ในสหรัฐฯ และป้องกันไม่ให้ย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี ดังนั้น นโยบายนี้อาจจะส่งผลให้บริษัทสหรัฐฯมีแนวโน้มที่จะไปลงทุนในต่างประเทศรวมถึงประเทศไทยลดลง
การเปลี่ยนแปลงผู้นำของสหรัฐฯ ทำให้ทุกฝ่ายกำลังเฝ้าจับตาดูความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯอย่างจริงจัง ประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของประชาคมโลกก็ต้องเฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิดเช่นเดียวกัน
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,792 วันที่ 15-17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555




