อินโดนีเซีย ดินแดนแห่งหมู่เกาะและภูเขาไฟในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังจะกลายเป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างร้อนแรงของสินค้าแบรนด์เนมระดับหรู เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองเป็นแรงขับดันให้เศรษฐกิจขยายตัวรุดหน้าอย่างรวดเร็ว
และกำลังซื้อของชนชั้นกลางก็ทวีขึ้นตามไปด้วย เมื่อต้นปี บริษัท แอลวีเอ็มเอชฯ ประกาศแผนใหญ่นำหลากแบรนด์ในเครือมาบุกตลาดอินโดนีเซียอย่างชนิดที่เรียกว่า "เต็มอัตราศึก" ยกตัวอย่างแผนเปิดร้านค้าปลีก "เซโฟร่า" (Zephora) จำหน่ายเครื่องสำอางจำนวน 20-22 สาขา ภายในระยะเวลา 2-3 ปี นับจากนี้ ส่วนเฟนดิ (Fendi) ซึ่งเป็นอีกแบรนด์ในเครือก็เปิดไปแล้วสองสาขาใหม่เอี่ยม
ไม่เพียงแอลวีเอ็มเอชเท่านั้น สินค้าแบรนด์หรูอื่นๆต่างก็กำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่อินโดนีเซียอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นแอร์เมส อินเตอร์เนชั่นแนล ที่เพิ่งจับมือกับพันธมิตรท้องถิ่น เปิดช็อปหรูจำหน่ายนาฬิกาแห่งที่สามในกรุงจาการ์ตา หรือ กุชชี่ แบรนด์ดังสัญชาติอิตาลี ซึ่งปัจจุบันอยู่ใต้เครือบริษัทพีพีอาร์ของฝรั่งเศส ก็กำลังก่อสร้างแฟลกชิพสโตร์พื้นที่ 5,500 ตารางฟุต ในกรุงจาการ์ตาเช่นกัน เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล ระบุด้วยว่า เซ็นทรัล รีเทล ห้างสรรพสินค้าระดับหรูจากประเทศไทยและห้างลาฟาแยตต์จากฝรั่งเศส ก็กำลังอยู่ในระหว่างดำเนินการเปิดห้างค้าปลีกขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่ตลาดหลักสำหรับสินค้าแบรนด์เนมหรูหรากำลังซบเซา ไม่ว่าจะเป็นในประเทศตะวันตกหรือในจีน เฟรดเดอริค กิ๊บสัน นักเศรษฐศาสตร์จากมูดี้ส์ อนาไลติกส์ ในซิดนีย์ กล่าวว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียเองก็มีแนวโน้มชะลอตัวลงในปีนี้ แต่การขยายตัวของชนชั้นกลางจะเป็นแรงขับเคลื่อนความต้องการสินค้าแบรนด์หรูในระยะยาว สอดคล้องกับทรรศนะของอเล็กซิส บาโบ กรรมการผู้จัดการแผนกสินค้าหรูของบริษัทพีพีอาร์ฯที่ยืนยันว่า มีความเชื่อมั่นในศักยภาพของตลาดอินโดนีเซียเนื่องจากหลายปัจจัย เช่น เศรษฐกิจที่มีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ บรรยากาศการเมืองที่มีเสถียรภาพ และการขยายตัวของชนชั้นกลาง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดใจให้บริษัทผู้ผลิตสินค้าหรูหราราคาแพงพากันหลั่งไหลเข้ามาขอช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด นายฟรังซัวส์-อังรี ปิโนลต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของพีพีอาร์ ซึ่งนำทีมผู้บริหารมาศึกษาตลาดอินโดนีเซียเมื่อต้นปีนี้ ให้ความเห็นว่า ชาวอินโดนีเซียชื่นชอบความหรูหรา ให้คุณค่าความสำคัญกับคุณภาพและฝีมือที่ประณีตงดงาม เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล ยังระบุการให้สัมภาษณ์ของคุณทศ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่นฯ ว่ามีเป้าหมายการขยายสาขาในอินโดนีเซียถึง 5 สาขาภายในปี 2560
บริษัทวิจัยการตลาด ยูโรมอนิเตอร์ ประเมินว่า ในปีนี้ตลาดสินค้าหรูหราในอินโดนีเซียจะทำยอดขายเพิ่มขึ้นจากปี 2550 เกือบสองเท่า สู่มูลค่า 742.3 ล้านดอลลาร์ แต่นั่นก็เป็นเพียงสัดส่วนน้อยนิดของยอดขายสินค้าหรูในจีนซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 17.9 พันล้านดอลลาร์ และนำห่างโดยญี่ปุ่นซึ่งอยู่ที่ระดับ 31.7 พันล้านดอลลาร์
ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคระดับบนในอินโดนีเซีย ยังคงนิยมซื้อสินค้าหรูๆเวลาเดินทางไปต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ และฮ่องกง มากกว่าที่จะซื้อในห้างร้านของอินโดนีเซียเอง เพราะอินโดนีเซียตั้งอัตราภาษีสินค้าฟุ่มเฟือยไว้สูง 10-200% ทำให้ราคาสูงกว่าในเมืองนอกมาก
กาซิม อาลี โบคารี หัวหน้าฝ่ายวิจัยบริษัท พีที ลีดส์ พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิเซส อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้าด้านอสังหาริมทรัพย์เผยว่า แบรนด์หรูจากต่างประเทศจะยึดครองพื้นที่เฉพาะชั้นล่างและชั้นหนึ่งของห้างสรรพสินค้าระดับบนในกรุงจาการ์ตา เพราะจำนวนลูกค้านั้นยังไม่มากพอที่จะขยายพื้นที่ให้ทั่วห้างได้ ซึ่งนั่นเคยเป็นปัญหาทำให้บางห้างหรูถึงกับต้องปิดตัวเองไปแล้ว เช่นห้างฮาร์วีย์ นิโคลส์ จากอังกฤษที่เปิดให้บริการในกรุงจาการ์ตาได้เพียงสองปี ก็ต้องปิดกิจการลงในปี 2553
อย่างไรก็ตาม เทรนด์ใหม่ในเวลานี้ก็คือ สินค้าแบรนด์เนมจากต่างประเทศจำนวนมากเลิกสัญญากับผู้ถือแฟรนไชส์ในอินโดนีเซียแล้วหันมาลงทุนเปิดร้านของตัวเองโดยตรงเพื่อสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดและการขยายสาขาได้มากขึ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,783 วันที่ 14-17 ตุลาคม พ.ศ. 2555




