ทั้งมาสด้า มอเตอร์ และมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ต่างเจอมรสุมการเมืองระหว่างประเทศเข้าเต็มเปา ทั้งสองผู้ผลิตรถยนต์ค่ายดังของญี่ปุ่น รายงานยอดจำหน่ายในจีนเมื่อเดือนกันยายนทำได้เพียง 2,340 คัน หรือหล่นลงไป 62.9% เมื่อเทียบกับเดือนกันยายนปี 2554 และลดลง 33.3% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ขณะที่มาสด้า ทำยอดขายลดลง 35% เหลือเพียง 13,258 คัน เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2554 และลดลง 20% เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมปีนี้ ด้านสายการบินเจแปน แอร์ไลน์ส รายงานว่ามีผู้โดยสารจากจีนที่จะไปญี่ปุ่นยกเลิกการเดินทางถึง 19,500 ราย สำหรับเที่ยวบินระหว่างเดือนกันยายนถึงพฤศจิกายน ทำให้ทางสายการบินมีแผนจะลดจำนวนเที่ยวบินระหว่างจีนและญี่ปุ่นที่มีอยู่สามเส้นทางในเวลานี้ อย่างน้อยก็เป็นการชั่วคราว ขณะที่สายการบินออล นิปปอน แอร์เวย์ส ถูกยกเลิกที่นั่งในเที่ยวบินระหว่างจีนและญี่ปุ่นไปแล้ว 43,000 ที่นั่ง (ตัวเลข ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2555) ทำให้ทางสายการบินต้องเปลี่ยนเครื่องบินโดยสารที่เคยใช้บินระหว่างญี่ปุ่น-ปักกิ่งมาเป็นเครื่องบินขนาดเล็กลงเนื่องจากจำนวนผู้โดยสารลดลงนั่นเอง ทั้งนี้จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม - 31 ตุลาคม 2555
การประท้วงที่หลายจุดเป็นไปด้วยความรุนแรงในระยะไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีร้านอาหาร ร้านค้า โชว์รูมและโรงงานของบริษัทญี่ปุ่นถูกขว้างปาหรือล้อมประท้วง ทำให้กิจการของญี่ปุ่นจำนวนมากในจีนต้องปิดทำการเป็นการชั่วคราว นั่นรวมถึงโรงงานผลิตหลายแห่งที่จำเป็นต้องปิดเดินเครื่องชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย นายชิเกโอะ ซุกาวาระ ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัท ซอมโป เจแปน นิปปอนโค แอสเสท แมเนจเมนท์ฯ ให้ความเห็นว่า ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าจีนจะมีปฏิกิริยาตอบโต้ญี่ปุ่นอย่างที่ได้ทำไปแล้ว ซึ่งหมายถึงการเดินขบวนประท้วง ยิ่งพูดถึงเรื่องการคว่ำบาตรสินค้าญี่ปุ่น ก็ยิ่งทำให้เห็นถึงความเสี่ยงของการทำธุรกิจในจีนชัดเจนขึ้นมาก "เรื่องนี้กลายเป็นมากกว่าปัญหาการเมืองแล้ว คุณไม่สามารถเพิกเฉยต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากประเด็นขัดแย้งดังกล่าว"
ผู้บริหารของโตโยต้า บริษัทรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นที่ปิดโรงงานชั่วคราวในช่วงที่ความรุนแรงพุ่งสูง (เมื่อวันที่ 18 กันยายน) เปิดเผยว่าบริษัทจะเริ่มเดินเครื่องการผลิตในประเทศจีนอีกครั้งในสัปดาห์นี้ แต่กำลังการผลิตจะน้อยกว่าช่วงก่อนหน้าการปิดโรงงานเพราะว่ายอดขายตกต่ำลงมากในเดือนกันยายน คือลดเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของเดือนสิงหาคม ด้านนิสสัน มอเตอร์ ผู้ผลิตรถยนต์อันดับสองของญี่ปุ่นซึ่งปิดโรงงานชั่วคราวเมื่อวันที่ 27 กันยายน ยอมรับว่ายอดขายในเดือนกันยายนลดลงเช่นกัน แต่ไม่ได้เปิดเผยตัวเลข บริษัทเปิดโรงงานทำการผลิตอีกครั้งแล้วเมื่อต้นสัปดาห์นี้ "ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ถึงอย่างไร จีนก็ยังคงเป็นตลาดที่สำคัญของเราในระยะยาว" นายทาคาโอะ คะตะกิริ รองประธานบริหารของนิสสันกล่าว
เรื่องราวคงยังไม่จบลงง่ายๆ ตราบเท่าที่ผู้นำของทั้งสองประเทศยังคงตั้งแง่แทนการตั้งโต๊ะเจรจาในเรื่องนี้ สถานการณ์ก็ยังคงอึมครึมร้อนๆหนาวๆกันต่อไป ดีลเลอร์ของโตโยต้าในกรุงปักกิ่งยังต้องแจ้งเตือนลูกค้าไม่ให้จอดรถสุ่มสี่สุ่มห้าในที่ที่ดูจะไม่ปลอดภัย และให้ติดสติกเกอร์แสดงข้อความแนวชาตินิยมให้กลมกลืนไปกับอารมณ์ของคนจีนในระยะนี้ไปก่อน เพื่อป้องกันไม่กลุ่มคนจีนต่อต้านญี่ปุ่นหัวรุนแรงสะดุดตากับความเป็นรถญี่ปุ่นแล้วหันมาสกรัม เห็นบรรยากาศแบบนี้แล้วก็นึกภาพไม่ออกเลยว่า จะขายของและผลิตสินค้ากันแบบสบายอกสบายใจกันต่อไปได้อย่างไร
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,782 วันที่ 11-13 ตุลาคม พ.ศ. 2555




