ดังนั้นการจัดตั้งมหาวิทยาลัยชาวนาขึ้นมาในครั้งนี้ จึงมีความมุ่งหวังที่จะปลุกกระแสความสำนึกในสังคมไทย ที่เป็นสังคมเกษตรกรรม ว่าชาวนาและเกษตรกรไทยคืออาชีพที่สมควรยกย่องว่าเป็นอาชีพที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี เป็นอาชีพที่มีความมั่นคงในฐานะ เป็นอาชีพที่มีรายได้ไม่ด้อยกว่าอาชีพอื่นใดในสังคม เป็นอาชีพสำหรับผู้ที่มีความรู้ความสามารถสูง
มหาวิทยาลัยชาวนาจึงเกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายๆหน่วยงาน ในเบื้องต้นมีกรมการข้าว ที่เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาข้าวไทย บริษัทไบเออร์ไทย จำกัด ที่เล็งเห็นความสำคัญของการใช้เคมีเกษตรที่ปลอดภัยและยั่งยืน และบริษัทคูโบต้า ประเทศไทยฯ ที่เล็งเห็นความสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการผลิตที่ทันสมัยโดยใช้เทคโนโลยี และลดพลังงานในการผลิต เพื่อลดต้นทุนให้ศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้น และเชื่อแน่ว่าจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกับมหาวิทยาลัยชาวนาอีกมากมายในอนาคต สำหรับมหาวิทยาลัยคือ องค์กรในการจัดการองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ เราจึงต้องสร้างวิสัยทัศน์ไว้ว่า "มหาวิทยาลัยชาวนา เป็นองค์กรสร้างชาวนาเมืออาชีพ" ดังนั้นความคาดหวังในผลผลิตของมหาวิทยาลัยชาวนาคือ ผลิตมืออาชีพที่มีอาชีพทำนา ที่สามารถมีเกียรติและศักดิ์ศรี มีฐานะ มีรายได้ ไม่น้อยกว่าอาชีพอื่นๆในสังคม
โดยหลักการเบื้องต้นที่วางไว้คือ มหาวิทยาลัยชาวนาจะผลิตครูชาวนา ที่เป็นต้นแบบในการทำนาแบบมืออาชีพ โดยใช้พื้นที่นาของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ประมาณ 200 ไร่ คัดเลือกชาวนาอาสาที่ผ่านการอบรมเบื้องต้นได้จำนวน 12 คน เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน โดยกำหนดหลักสูตรไว้ 1 ฤดูกาลหรือประมาณ 4 เดือน ชาวนาแต่ละคนจะได้รับการจัดสรรพื้นที่ทำนาคนละ 15-20 ไร่ ทุกคนจะได้รับการถ่ายทอดและเรียนรู้การทำนาอย่างมืออาชีพ ในห้องเรียนที่มีชีวิตตลอดฤดูกาล จากนักวิชาการ และอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และกรมการข้าว เช่นการเตรียมดินอย่างมีประสิทธิภาพ พันธุ์ข้าวที่ดีมีคุณภาพ วิธีการปลูกที่เหมาะสม การใส่ปุ๋ยที่มีประสิทธิผล การจัดการศัตรูพืชที่ถูกต้อง ถูกอัตรา และปลอดภัย การดูแลเพื่อให้ได้ข้าวที่มีคุณภาพสูงตามมาตรฐานสากล การเก็บเกี่ยวที่ดีมีประสิทธิภาพ การตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่ม การผลิตที่ได้กำไรสูงสุด การทำบัญชีฟาร์ม
นอกจากนี้ยังให้เรียนรู้การสร้างมูลค่าเพิ่มจากฟาร์ม เพื่อเพิ่มรายได้ในครัวเรือน เช่น การเลี้ยงเป็ดและเลี้ยงไก่ การเลี้ยงวัวและควาย การเลี้ยงปลาในนา การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากของเหลือในฟาร์มและมูลสัตว์ การทำฟาร์มเห็ดฟาง ตามแนวทาง "การจัดการแบบไร้ของเสีย" (Zero-Waste Management) การลดพลังงานที่ใช้ในฟาร์ม การใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานลม แสงอาทิตย์ และไบโอดีเซล รวมทั้งการจัดตั้งกลุ่มเกษตรกรเป็นลักษณะวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ แรงจูงใจเพื่อให้ได้คุณภาพของผลผลิตข้าวคือ การให้ราคาสูงขึ้นอีกประมาณ 20% ของราคาในราคาจำนำของรัฐบาล เมื่อชาวนากลุ่มนี้สำเร็จหลักสูตรก็จะกลายเป็นครูชาวนาประจำมหาวิทยาลัยชาวนา มีหน้าที่ 2 อย่างคือ ถ่ายทอดองค์ความรู้นี้แก่ชาวนารุ่นต่อไป และนำเอาองค์ความรู้ที่ได้รับ นำไปปฏิบัติจริง ในนาของตนเอง เพื่อเป็นต้นแบบให้กับชาวนาในชุมชนของตนเอง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,780 วันที่ 4-6 ตุลาคม พ.ศ. 2555




