วอล-มาร์ต มีธุรกิจค้าส่งในตลาดอินเดียอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2542 โดยเป็นการร่วมทุนกับบริษัท ภารติฯ พันธมิตรท้องถิ่นเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา รัฐบาลอินเดียประกาศเปิดเสรีธุรกิจค้าปลีกให้กับบริษัทต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนเปิดห้างร้านค้าปลีกในลักษณะมัลติแบรนด์ในประเทศอินเดีย สามารถเข้ามาดำเนินการและถือหุ้นได้ถึง 51 %
วอล-มาร์ต เป็นยักษ์ใหญ่ค้าปลีกต่างชาติรายแรกที่เผยหลังจากนั้นว่า จะเดินหน้าเปิดห้างค้าปลีกในตลาดใหญ่ที่มีจำนวนประชากรมากเป็นอันดับสองของโลกภายในระยะเวลา 12-18 เดือนนับจากนี้
นายสก๊อต ไพรส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของวอล-มาร์ต ภาคพื้นเอเชีย เปิดเผยว่า หากได้รับการอนุมัติโครงการจากรัฐบาลอินเดีย หลังจากนั้นต้องใช้เวลา 1 ปีถึง 1 ปีครึ่งสำหรับการเปิดห้างค้าปลีกสาขาแรก อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีรายละเอียดว่าจะปักธงสาขาแรกที่ไหนและตั้งเป้าไว้ว่าจะเปิดกี่สาขา แต่เชื่อว่าจะเป็นการร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเจ้าเดิมคือบริษัท ภารติ เอ็นเทอร์ไพรเซส จำกัด
นักวิเคราะห์กล่าวว่า แม้จะเปิดเสรีมากขึ้น แต่บริษัทค้าปลีกต่างชาติยังต้องพบอุปสรรคและความท้าทายต่างๆอีกมากมาย เช่น การขาดแคลนระบบสาธารณูปการพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ห้องเย็นและตู้แช่เย็น ตลอดจนคลังสินค้า ไหนจะความยากลำบากในการซื้อที่ดิน แต่ผู้บริหารของวอล-มาร์ตก็ยืนยันว่า การขาดแคลนที่กล่าวมา ไม่ใช่ปัญหาสำหรับระบบค้าปลีกแบบโมเดิร์นเทรด
ในทางกลับกัน นายมานโมฮัน ซิงห์ นายกรัฐมนตรีอินเดียกล่าวแถลงถึงเหตุของการตัดสินใจเปิดเสรีธุรกิจค้าปลีกว่า การเปิดรับให้บริษัทค้าปลีกต่างชาติเข้ามาลงทุนจะทำให้เกิดการพัฒนาระบบซัพพลายเชนในอินเดียให้ทันสมัยและจะช่วยลดปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งด้านต้นทุนที่สูงซึ่งทำให้สินค้ามีราคาแพง และอัตราความสูญเสียในการขนส่งและเก็บรักษาสินค้า นอกจากนี้ สิ่งสำคัญก็คือ อินเดียซึ่งเศรษฐกิจกำลังชะลอตัว ต้องการมาตรการเปิดเสรีเข้ามาช่วยกระตุ้นการเติบโต " เราผ่านพ้นวิกฤติในช่วงปี 2534 มาได้เพราะนำมาตรการที่มุ่งมั่นมาใช้และอาศัยการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว ฉะนั้นครั้งนี้ เราต้องชิงลงมือ(เปิดเสรี) ก่อนที่ผู้คนจะสูญเสียความมั่นใจในเศรษฐกิจของเรา" ผู้นำรัฐบาลอินเดียกล่าว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลอินเดียเปิดโอกาสให้อิสระแก่รัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละรัฐเป็นผู้ตัดสินใจเองด้วยว่าต้องการเปิดรับการลงทุนของค้าปลีกต่างชาติหรือไม่ ซึ่งจนถึงขณะนี้ มีเพียงไม่กี่รัฐ จากทั้งหมด 28 รัฐ ที่ประกาศยินดีต้อนรับค้าปลีกต่างชาติ อาทิ อัสสัม มหาราษฏระ อานธรประเทศ ราชสถาน อุตตราขัณฑ์ มณีปุระ ชัมมูร์และกัศมีร์ (แคชเมียร์) หรยาณา ดามันและดีอู ดาดราและนครหเวลี และเดลี
ส่วนรัฐที่ยังคงคัดค้านการเปิดเสรีให้กับค้าปลีกต่างชาตินั้นได้แก่ เบงกอลตะวันตก พิหาร กรณาฏกะ มัธยประเทศ เกรละ ตริปุระ และโอริสสา เนื่องจากมองว่าค้าปลีกต่างชาติจะทำให้ร้านค้าขนาดเล็กซึ่งมีอยู่นับล้านรายในอินเดียไม่สามารถแข่งขันได้ และต้องปิดกิจการไป
สื่ออินเดียรายงานว่า การเข้ามาของค้าปลีกต่างชาติซึ่งนอกจากวอล-มาร์ตแล้วยังมีอีกหลายรายที่แสดงความสนใจเข้าสู่ตลาดอินเดีย อาทิ เทสโก้ เมโทร และคาร์ฟูร์ จะเปลี่ยนโฉมหน้าของตลาดค้าปลีกอินเดียซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าปีละประมาณ 4.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปอย่างสิ้นเชิง รายละเอียดบางส่วนของกฎกติกาใหม่สำหรับการลงทุนของค้าปลีกต่างชาตินั้น ได้แก่ จะต้องลงทุนอย่างน้อย 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (เป็นการร่วมทุน โดยต่างชาติสามารถถือครองหุ้นสูงสุด 51%) และต้องนำ 50% ของเงินลงทุนไปใช้ด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การพัฒนางานดีไซน์ งานบรรจุภัณฑ์ การปรับปรุงกระบวนการผลิต ระบบกระจายสินค้า ระบบคลังสินค้า การเก็บและขนส่งสินค้าแช่เย็น-แช่แข็ง รวมทั้งการควบคุมคุณภาพ
นอกจากนี้ 30% ของสินค้าที่จำหน่ายต้องเป็นสินค้าที่มาจากอุตสาหกรรมขนาดเล็กในประเทศอินเดีย และการลงทุนจะต้องลงในพื้นที่ที่มีจำนวนประชากรมากกว่า 1 ล้านคนเท่านั้น (โดยใช้ตัวเลขสำรวจมโนประชากร ณ ปี 2554 เป็นเกณฑ์) ซึ่งหากพิจารณาจากเกณฑ์ดังกล่าว ก็เท่ากับว่ามีเพียง 51-53 เมืองในอินเดียเท่านั้นที่ค้าปลีกต่างชาติสามารถเปิดห้างสาขาได้ แต่นั่น ก็คงไม่ทำให้ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกที่หมายมั่นปั้นมือเข้าตลาดอินเดียท้อใจแต่อย่างใด เพราะแนวโน้มการขยายตัวของตลาดค้าปลีกในอินเดียนั้นเชื่อว่าจะอยู่ที่ระดับปีละ 7.5% คิดเป็นมูลค่า 7.25 แสนล้านดอลลาร์ในระยะ 5 ปีข้างหน้า
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,778 27-29 กันยายน พ.ศ. 2555




