คอร์รัปชันคือการสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม คนสุจริตจะเสียเปรียบคนที่ให้สินบน การสร้างนวัตกรรมการโกงจึงเกิดขึ้นแทนที่การสร้างนวัตกรรมการผลิต หากปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไปโดยไม่มีการแก้ไขแล้วความเหลื่อมล้ำจะกว้างขึ้นเรื่อยๆ เมื่อได้ฟังข้อมูลจากผลสำรวจว่ามีทั้งผู้ใหญ่และเด็กไทยเห็นด้วยเกิน 50% ว่า คอร์รัปชันเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หากตนได้รับประโยชน์ด้วยก็ทำให้มองเห็นอนาคตประเทศได้เลยว่าจะมืดหรือสว่างแค่ไหน? หากประเทศไทยเป็นคนแล้วผมก็คงสรุปได้ว่านาทีสุดท้ายคงจะใกล้เข้ามาแล้ว เพราะว่าในระยะยาวการแข่งขันทางการค้าคงต้องใช้เงินอย่างเดียว องค์กรรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือบริษัทขนาดกลางและย่อมก็คงจะต้องถูกยกเลิกเพราะการต่อสู้ทางการค้าไม่ต้องการคนเก่งอีกต่อไป เรื่องนี้จะเป็นงูกินหาง จนหาทางออกไม่พบ แต่ที่แน่ๆคือสังคมจะล่มสลายเพราะคนไม่คิดอะไรใหม่ๆ
ที่ผมหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพราะเห็นข้อมูลในข้อตกลง ASEAN Community ที่ประกอบด้วยสามเสาหลักนั้นได้ระบุเรื่องนี้อยู่ในสองเสาคือเสาสังคมและวัฒนธรรมซึ่งมีเป้าหมายให้มีการออกระเบียบให้ประเทศทั้งหลายไปแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน แต่ผมไม่เห็นเรื่องนี้ในเสาเศรษฐกิจนอกจากคำว่าความโปร่งใส (Transparency) เท่านั้น ผมจึงเสนอให้องค์กรรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาไปประสานกับสมาชิกอีก 9 ประเทศให้
บรรจุวาระของเรื่องนี้ให้ชัดเจนเพื่อหาทางแก้ไขปัญหานี้คู่ขนานไปกับการรวมตัวทางเศรษฐกิจโดยด่วนต่อไป
ในการเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหภาพยุโรปและสหรัฐฯนั้นมีหลายท่านเป็นห่วงเรื่องการถูกเอาเปรียบจากบริษัทข้ามชาติเรื่องการเข้าถึงยารักษาโรคแต่ไม่ยอมพูดถึงปัญหาคอร์รัปชันในระบบว่าจะจัดการอย่างไร? นักลงทุนต่างชาติมีความเป็นห่วงหลายเรื่อง เช่น 1) กฎหมายคุ้มครองการลงทุน 2) ปัญหาแรงงาน 3) โครงสร้างและสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ที่ห่วงมากที่สุดคือ ปัญหาคอร์รัปชัน ในทำนองเดียวกันนักลงทุนไทยก็ให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านี้ ปัญหาคอร์รัปชันเป็นต้นทุนการทำการค้า (Transaction Cost) ปัญหาเดียวที่ไม่สามารถคำนวณตัวเลขได้ ซึ่งขัดกับหลักใหญ่ของการดำเนินธุรกิจอย่างยิ่ง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือความน่าเชื่อถือ (Creditability) ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีค่าที่สุดในตัวคนและประเทศ ไม่มีความน่าเชื่อถือก็คือไม่มีอนาคต ปัญหาคอร์รัปชันจึงเป็นเงื่อนไขหนึ่งที่จะกำหนดความสำเร็จของ AEC
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,777 23-26 กันยายน พ.ศ. 2555




