ในทางการเมืองเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะเป็นนโยบายที่ให้หักล้าง"โครงการประกันรายได้ชาวนา"ของพรรคประชาธิปัตย์ ในสนามเลือกตั้ง อีกทั้งยังย้อนกลับไปฟื้นโครงการเดิมของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนหน้านั้น จนได้คะแนนเสียงท่วมท้น
และที่ไปไกลกว่าการรับจำนำคราวก่อนหน้าคือ รับจำนำข้าวทุกเม็ดจากชาวนา ในราคาประกันที่สูงกว่าตลาดลิบลับ คือ ตันละ 1.5 หมื่นบาทสำหรับข้าวขาว และ 2 หมื่นบาทสำหรับข้าวหอมมะลิ
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ประเดิมการรับจำนำข้าวรอบใหม่ เป็นโครงการข้าวนาปีฤดูการผลิต 2554/2555 เผอิญเจอภาวะน้ำท่วมภาคเหนือและที่ราบภาคกลาง รอบแรกจึงมีข้าวเข้าโครงการไม่มากอย่างที่เป็นห่วง
ต่อด้วยการรับจำนำข้าวฤดูนาปรัง ปี 2555 หรือการเพาะปลูกรอบใหม่หลังน้ำท่วมใหญ่ และมีข้าวทะลักเข้าโครงการจำนวนมาก
มากจนทำให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือธ.ก.ส. ที่รัฐบาลมอบหมายให้เป็นช่องทางการจ่ายเงินแก่ชาวนาที่เข้าจำนำข้าวในโครงการ โดยใช้สภาพคล่องของธนาคารไปพลางก่อน แล้วรัฐบาลจะตั้งงบประมาณไปชดใช้ให้นั้น ต้องออกมาโวยว่า เงินหมดลิ้นชักแล้ว เพราะรัฐหมุนเงินมาให้ไม่ทัน
ขณะที่รัฐบาลเองก็ยืนกรานเสียงแข็งที่จะเดินหน้าการรับจำนำฤดูการผลิตรอบที่ 3 เร็ว ๆ นี้
ผลจากการตั้งโต๊ะรับจำนำไม่อั้น วงการคาดว่าเวลานี้รัฐบาลดูดข้าวไว้ในสต๊อกไม่ต่ำกว่า 11 ล้านตันข้าวสาร แต่ผลการระบายออกน่าจะมีเพียงเล็กน้อย เพราะส่วนต่างราคารับจำนำกับราคาตลาดห่างกันเกือบ 9 พันบาทต่อตัน ที่ผ่านมาถ้าขายมากก็ขาดทุนมาก
แต่สถานการณ์ตอนนี้มาถึงทางตัน ไม่ขายก็ไม่ได้เพราะโกดังทั้งประเทศเต็มหมดด้วยสต๊อกข้าวของรัฐบาล ถ้าไม่ระบายออก ก็ไม่มีที่จะเก็บสำหรับข้าวที่จะรับจำนำรอบใหม่แต่ถ้าเร่งขายเยอะ ๆ เหมือนปล่อยน้ำที่ล้นเขื่อนปีที่แล้ว มีหวังทำราคาข้าวตลาดโลกดิ่งเหวอีก
ข้าวในสต๊อกที่อุ้มไว้ 11 ล้านตัน ถ้าขาดทุนตันละเกือบหมื่น เท่ากับรัฐต้องเฉือนงบแบกภาระความเสียหายในระดับแสนล้านบาท
ยังไม่นับวิธีระบายข้าวที่ปกปิดเป็นเรื่องลับ ทั้งปริมาณทั้งผู้รับซื้อ ซึ่งเปิดช่องให้มีการทุจตริตหาประโยชน์โดยมิชอบได้ทุกขั้นตอนซ้ำอีก
ตัวเลขล่าสุดจากธ.ก.ส.ระบุ โครงการรับจำนำข้าวที่ผ่านมา ต้องใช้เงินงบประมาณชดเชยแล้วสำหรับโครงการข้าวนาปี 1.16 แสนล้านบาทสำหรับข้าวนาปี และ1.44 แสนล้านบาทสำหรับข้าวนาปรัง รวม 1.6 แสนล้านบาทแล้ว
ถ้ารัฐบาลจะเห็นว่าเสียงของนักการเมือง พ่อค้า ผู้ส่งออกข้าว โรงสี นักวิชาการ ที่ออกมาเรียกร้องให้เลิกโครงการรับจำนำข้าวเวลานี้ เป็นเสียงของฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง จึงไม่พิจารณาแล้วละก็
อีกเสียงที่เคยเตือนไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มรับจำนำแล้วว่า จะทำให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงขนานใหญ่ แทนที่เงินจะตกไปถึงมือเกษตรกรอย่างแท้จริง ก็จะไปตกแก่โรงสี กับผู้ส่งออกที่เป็นพวกพ้องที่รัฐเลือกใช้ เป็นเสียงของดร.วีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการลงทุนสร้างอนาคตประเทศไทย และประธานบอร์ดแบงก์ชาติ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,761 29 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555




