เช่นกันถึงวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยออกมาแม้แต่คำเดียว ก็ "จินตนาการ" ไปไกลเสียแล้วว่า เป็นบันไดแรกสู่การล้มล้างรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ไม่ต่างจากกรณีการล้มคว่ำลงของรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชายในอดีต กระทั่งนัดหมายจะชุมนุมคนเสื้อแดงสามสี่แสนคนแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญกันแล้ว
ทำให้คนไทยเกิดโรคแทรก คืออกสั่นขวัญหายกันไปทั้งประเทศ เพื่อเฝ้ารอดูว่าวันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคมนี้ ศาลจะว่าอย่างไร และอะไรจะเกิดขึ้นตามมา
แต่จะว่าไปแล้ว สถานการณ์ของศาลรัฐธรรมนูญวันที่ 13 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ ดูจะหมุนย้อนซ้อนรอยกับการประชุมของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2544 ที่นัดวินิจฉัยกรณี จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือคดีซุกหุ้น 1 ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
เป็นพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งแรกอย่างท่วมท้น แม้ว่าป.ป.ช.เพิ่งชี้มูลว่า มีความผิดกรณีซุกหุ้น
แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยให้พ.ต.ท.ทักษิณพ้นผิดอย่างเฉียดฉิว ด้วยคะแนน 8 ต่อ 7 และตามมาด้วยข้อกังขามากมายต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะใน 8 เสียงที่ว่านั้น มี 4 เสียงที่วินิจฉัยในข้อเท็จจริงว่า ไม่จงใจปกปิด ส่วนอีก 4 เสียงไม่ได้วินิจฉัยในข้อเท็จจริงว่าจงใจหรือไม่จงใจ แต่วินิจฉัยในข้อกฎหมายว่ากรณีนี้ไม่เข้าด้วยบังคับแห่งมาตรา 295 แต่ถูกนับรวมอยู่ในฟากที่ให้พ้นผิด
ต่อมาภายหลัง จุมพล ณ สงขลา หนึ่งในตุลาการรัฐธรรมนูญ เสียงส่วนใหญ่ที่วินิจฉัยให้พ.ต.ท.ทักษิณ พ้นผิดในคดีซุกหุ้น 1 ครั้งนั้น ให้สัมภาษณ์สะท้อนหลักคิดส่วนตัวว่า การที่ประชาชนเลือกพรรคไทยรักไทยอย่างถล่มทลายถึง 11 ล้านเสียง แสดงว่าประชาชนไม่ได้สนใจกับข้อกล่าวหาของป.ป.ช. ประชาชนลงมติกันแล้วว่า ข้อกล่าวหานี้มันไม่ร้ายแรง มันไม่ได้คดโกง "เสียงข้างมากเลือกมาแล้ว ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 11 คนบอกว่าเราไม่เอาทักษิณ จะไปไล่เขา แบบนี้หรือประชาธิปไตย" และว่าถ้าศาลรัฐธรรมนูญไล่เขาออก ป่านนี้ศาลรัฐธรรมนูญถูกเผาไปตั้งแต่วันตัดสินคดีแล้ว"
กับอีกมุมในคำวินิจฉัยส่วนตนของนายประเสริฐ นาสกุล ประธานศาลรัฐธรรมนูญชุดนั้น ซึ่งเป็นฝ่ายเสียงข้างน้อย ระบุตอนหนึ่งว่า "หัวใจของการเมืองคือการไม่เห็นแก่ตัว หากเห็นแก่ตัวและพรรคของตัวแล้ว จะเห็นแก่มวลชนได้อย่างไร ดังนั้นนักการเมืองควรมีศีลธรรม ยึดถือธรรม บูชาธรรมยิ่งกว่าคนธรรมดา เมื่อเราทราบดีว่าการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมปัจจุบันมีปัญหาที่ต้องแก้ไข หากผู้อาสาเข้ามายังจะใช้วิธีการเดิมๆ อีกย่อมจะแก้ไขไม่ได้ เพราะปัจจุบันเป็นผลของอดีต และจะเป็นเหตุของอนาคต..."
และบทสรุปของนายคณิต ณ นคร ขณะดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) เมื่อไม่นานมานี้มีว่า "การละเมิดหลักนิติธรรมโดยกระบวนการยุติธรรมอันเป็นรากเหง้าของปัญหา เกิดจากกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2544 ในคดีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 295 หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า คดีซุกหุ้น ที่ศาลรัฐธรรมนูญมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักแห่งกฎหมาย..."
ขอให้กำลังใจศาลรัฐธรรมนูญนั่งปฏิบัติหน้าที่แห่งตนอย่างองอาจซื่อตรง เพราะปัจจุบันจะเป็นเหตุแห่งอนาคต
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,756 12-14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555




