คำถามที่น่าจะได้คำตอบง่ายๆ คือ "เวลาท่านจะตัดสินใจไปท่องเที่ยวต่างประเทศนั้น ท่านคิดว่าปัจจัยอะไรที่สำคัญที่สุด" การแข่งขันด้านธุรกิจท่องเที่ยวย่อมเหมือนกับการส่งสินค้าไปต่างประเทศ กุญแจสำคัญคือ
ผลิตให้ได้มาตรฐานนำเข้า เช่น ความปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์ พืช สิ่งแวดล้อม และสินค้าเหมาะสมกับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย บางประเทศที่ไม่นิยมส่งเสริมการท่องเที่ยวเพราะมีรายได้จากทางอื่นเพียงพอแล้ว หรือกลัวว่านักท่องเที่ยวที่เข้าประเทศจะหลบหนีและสร้างปัญหาสังคมในภายหลัง ประเทศญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศดังกล่าว แต่เมื่อเศรษฐกิจมีปัญหามาหลายปีเราจึงได้เห็นว่าประเทศนี้กำลังเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มรายได้ทดแทนจำนวนที่ขาดหายไป ด้วยค่าของเงินเยนที่สูงมากในขณะนี้ผมจึงไม่แน่ใจว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้าประเทศเท่าไร ดังนั้นภารกิจนี้จึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆของสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Nippon Keidanren) ที่จะต้องทำหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ประเทศไทยมีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาทำหน้าที่เพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งทำงานได้ผลดีระดับหนึ่ง แต่กำลังจะมีปัญหาเพราะหัวใจสำคัญที่นักท่องเที่ยวคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาที่เกิดขึ้นที่ภูเก็ตกับแหม่มออสเตรเลียจึงต้องได้รับการแก้ไขอย่างถาวร ผมจึงเสนอให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ภูเก็ตลงทุนในเรื่องนี้เองเพราะคุ้มทุนอย่างแน่นอนเมื่อเทียบกับการลงทุนไปแล้วจำนวนมหาศาล
เมื่อไม่นานมานี้ผมได้รับการยืนยันจากรองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (US Trade Representative) ว่าประเทศสิงคโปร์กำลังเจรจาเปิดตลาดสินค้าเกษตรและอาหารกับสหรัฐฯ ภายใต้กรอบการค้า Trans Pacific Partnership หรือ TPP สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือประเทศในอาเซียนเกือบทั้งหมดรวมทั้งไทยอาจจะต้องส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวผ่านสิงคโปร์ไปยังตลาดสหรัฐฯ อีกครั้งดังที่เกิดขึ้นในอดีตหลายสิบปีที่ผ่านมาด้วยเหตุผลของความแตกต่างของภาษีนำเข้าสหรัฐฯที่สิงคโปร์จะได้รับเป็นพิเศษภายใต้กรอบอาเซียนหรือ AEC ประเทศไทยคงจะยังไม่มีการเจรจาในกรอบนี้ในเร็ววันเนื่องจากปัญหาของความเห็นที่แตกต่างกันมาก ดังนั้นทางออกที่จะเกิดขึ้นก็คือ 1) เตรียมตัวขายสินค้าเกษตรและอาหารผ่านสิงคโปร์ต่อไป หรือ 2) คนที่เห็นไม่ตรงกันต้องหาทางประนีประนอมและเดินหน้าเจรจาข้อตกลงการค้า TPP ให้เกิดผลประโยชน์กับประเทศมากที่สุด
นอกจากนี้คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ขณะนี้โลกกำลังเปลี่ยนแปลงเนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐฯและยุโรปอ่อนกำลังลง แต่จีน อินเดียและ ASEAN จะเป็นพื้นที่การเติบโตทางเศรษฐกิจขึ้นมาแทน โลกใบนี้อาจจะไม่มีอำนาจเดี่ยว (Single Power) อีกต่อไป ประเทศจีนจะ "แก่ก่อนรวย" บราซิล รัสเซีย อินเดียและแอฟริกาใต้ก็ยังเป็นได้แค่กลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (Emerging Economies) โลกใบนี้จะไม่มีขั้วและกลุ่มอีกต่อไป แต่จะต้องประสานประโยชน์กันผ่านสถาบันและข้อตกลงต่างๆ เช่น WTO IMF World Bank ข้อตกลงทางการค้าและสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่อย่างมากมายและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โลกใบนี้กำลังจะมีช่องว่างผู้นำ (Leadership Vacuum) อย่างที่ไม่ปรากฏมาก่อน ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยกับแนวโน้มนี้หรือไม่ก็ตาม
จากสภาพที่เห็นอยู่ในหลายเรื่องข้างต้น ผมจึงขอเสนอเพื่อความไม่ประมาทว่า ภาคธุรกิจจะต้องเป็นผู้นำในการปรับเปลี่ยนให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงเพราะเป็นส่วนของสังคมที่ยืดหยุ่นที่สุด การแก้ปัญหาที่ภูเก็ตจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราจะทำได้จริงหรือไม่ หากทำไม่ได้แล้วผมก็เชื่อว่าการผจญภัยและฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อชัยชนะภายใต้กรอบ AEC ก็คงจะยาก ตัวอย่าง Keidanren และสิงคโปร์ที่ได้ยกไว้ข้างต้นน่าจะเป็นบทเรียนให้ทุกคนได้ไม่มากก็น้อย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,752 1 - 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2555




