อาทิตย์ที่ผ่านมาได้มีการประชุมประจำปีขององค์กรเอกชนไทยซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย หรือ คณะกรรมการร่วม (กกร.) กับองค์กรเอกชนของญี่ปุ่น(Nippon Keidanren) ข้อเสนอโดยสรุปของทั้งสองฝ่ายคือให้มีการเพิ่มการเปิดตลาดสินค้า บริการและการลงทุนภายใต้ข้อตกลงการค้าฉบับปัจจุบันให้มากขึ้นและที่สำคัญกว่านั้นคือจะมีการจัดตั้งคณะทำงานติดตามการใช้ประโยชน์ของข้อตกลงนี้ซึ่งเป็นมิติใหม่ของกรอบข้อตกลงการค้าที่ไทยได้ทำไว้กับทุกประเทศ การมีคณะทำงานจะช่วยให้การใช้ประโยชน์จากข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสองฝ่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นข้อตกลงความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ พลังงาน เกษตร สิ่งทอและเสื้อผ้า เป็นต้น
โดยแท้จริงแล้วข้อตกลงเหล่านี้มีความสำคัญกว่าการลดภาษีสินค้าเนื่องจากเป็นความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพการแข่งขันอย่างยั่งยืน หวังว่าผลการประชุมของภาคเอกชนสองฝ่ายในครั้งนี้จะก่อให้เกิดแรงผลักดันให้รัฐบาลเดินหน้าอย่างรวดเร็วเพราะเราได้เสียโอกาสเป็นอย่างมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ส่วนในระดับโลกนั้นทุกประเทศก็ยังมีปัญหาว่าการเจรจาการค้าโลกรอบโดฮายังคงไม่คืบหน้า อุปสรรคที่ทำให้เกิดความล่าช้านั้นเป็นเพราะปัญหาการตัดสินใจของนักการเมือง ปัญหาอยู่ที่ว่านักการเมืองจะตัดสินเรื่องนี้ภายใต้เงื่อนไขอะไร? เช่น เงื่อนไขการใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ หรือเพื่อไม่ให้กระทบกับคะแนนเสียงเลือกตั้งของตน? หากเป็นเงื่อนไขแรกแล้วเราก็จะได้เห็นยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจ แต่หากเป็นเงื่อนไขหลังแล้วเราก็จะได้เห็นความยืดเยื้อของการเจรจาดังที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ประเทศไทยจะเลือกทางออกไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าโจทย์การพัฒนาประเทศนั้นได้ปรากฏตัวขึ้นอย่างชัดเจน การตัดสินใจโดยไม่ต้องรอผลสำเร็จของโดฮาก็น่าจะเกิดขึ้นได้แล้ว ผมไม่เชื่อว่าประเทศสมาชิกของ WTO นั้นรอให้มีข้อตกลงกันก่อนที่จะกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ดังนั้นใครมีหน้าที่ตัดสินใจก็คงต้องรีบดำเนินการด่วนเพราะศักยภาพการแข่งขันเกิดจากการรวมพลังสองฝ่ายคือการเมืองและธุรกิจดังกล่าวข้างต้น อาทิตย์นี้เราได้ต้อนรับผู้อำนวยการองค์การการค้าโลกซึ่งมาร่วมประชุม World Economic Forum ท่านได้ให้ความเห็นหลายเรื่องที่น่าสนใจโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงอาหารว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่ยังไม่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดไม่ให้ประเทศส่งออกอาหารใช้มาตรการ "ห้ามส่งออก" (Export Restriction) อาหาร โดยให้เหตุผลว่าประเทศนำเข้าอาหารมีมาตรการการนำเข้าค่อนข้างมากจึงน่าจะต้องมีมาตรการเกี่ยวข้องกับการส่งออกด้วย ใครจะเห็นด้วยกับท่านหรือไม่นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญเท่ากับที่ว่าปัญหานี้เป็นปัญหาการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจเพราะหากเราพิเคราะห์ในแนวเศรษฐกิจแล้วจะเห็นว่าวิธีการแก้ปัญหานี้ต้องเริ่มที่การจัดการเรื่องมาตรการการนำเข้าเพราะเป็นอุปสรรคต่อการส่งออก หรือหากการส่งออกไม่มีอุปสรรคจากประเทศนำเข้าแล้วปัญหาการขาดแคลนอาหารก็จะหมดไปเช่นเดียวกับการส่งออกน้ำมันซึ่งไม่มีปัญหาการนำเข้าจึงไม่มีใครเรียกร้องให้แก้ปัญหาความไม่มั่นคงน้ำมันโดยการห้ามประเทศส่งออกกำหนดมาตรการ "ห้ามการส่งออก"
การประชุม World Economic Forum ในไทยปลายพฤษภาคมนี้เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง การประชุมนี้ไม่เกี่ยวกับข้อตกลงใดๆแต่ก็ครอบคลุมปัญหาคล้ายๆกัน เช่น เรื่องการเงิน โครงสร้างพื้นฐานและสถาบัน การขนส่ง เกษตร โลกร้อน เป็นต้น ข้อมูลจากการประชุมนี้จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยไม่มากก็น้อย การเตรียมการเพื่อเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจและการแข่งขันจะต้องเริ่มที่ความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างฝ่ายการเมืองและเศรษฐกิจ สองสถาบันนี้เป็นฝาแฝดกัน ความสามารถที่แตกต่างกันจึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง ความสำเร็จไม่ใช่เกิดจากความสามารถในการจัดการประชุมที่ดีและสวยงามแต่อยู่ที่การใช้ประโยชน์จากผลของการประชุมต่างหาก
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,745 3- 6 มิถุนายน พ.ศ. 2555




