หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   

รอวิกฤติก่อน

พิมพ์
User Rating: / 1
แย่ดีที่สุด 

ในช่วงนี้เราคงต้องพูดถึงพม่ากันให้มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งพม่าเป็นสมาชิกหนึ่งใน ASEAN หัวข้อยอดฮิตก็คือการเข้าไปหาโอกาสการค้า และการลงทุนหลังจากพม่าเริ่มการพัฒนาระบอบการปกครอง  แต่ขณะเดียวกันก็มีเสียงเตือนจากนักวิชาการหลายท่านว่าไม่ควรจะรีบร้อนเพราะการเปลี่ยนแปลงเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้นจึงมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ดังนั้นนักธุรกิจควรจะต้องถือหลักค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่า ต้องขอบคุณท่านที่ออกมาเตือนแต่ก็คงหยุดกระแส "พม่าฟีเวอร์" ไม่ได้อยู่ดี วันนี้จึงขอเสนอข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้
 EBAs ย่อมาจาก Everything But Arms ซึ่งมีความหมายว่าประเทศพัฒนาน้อยที่สุดซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 48 ประเทศ และส่วนใหญ่เป็นประเทศในทวีปแอฟริกา เช่น แทนซาเนีย เซเนกัล และในทวีปอื่นเช่น โคลัมเบีย เนปาล บังกลาเทศ  แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือในกลุ่มประเทศอาเซียนมีอยู่สามประเทศ ประกอบด้วยกัมพูชา ลาว และพม่า(แม้ว่าขณะนี้พม่าจะยังไม่ได้รับสิทธิ์นี้คืนเพราะปัญหาเรื่องแรงงานแต่ก็คาดว่าจะได้คืนในไม่ช้านี้) จะได้รับสิทธิพิเศษคือ ไม่มีโควตาและภาษีศุลกากรในการส่งสินค้าทุกชนิดเข้าไปยังกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ยกเว้นข้าว น้ำตาล และกล้วยในบางช่วงเวลาที่กำหนดไว้ การให้สิทธิพิเศษนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2001 เป็นต้นไป โดยยังไม่มีเวลาสิ้นสุด
 ผมเข้าใจว่าสิทธิพิเศษทางภาษีที่กล่าวนี้เป็นสาเหตุหลักที่เป็นพลังขับเคลื่อนให้มีการลงทุนในประเทศเหล่านี้และจะมีเพิ่มขึ้นเมื่อบรรยากาศทางการเมืองในพม่าดีขึ้น ข่าวล่าสุดคือกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรปได้ยกเลิกคว่ำบาตรเป็นเวลาหนึ่งปีหลังการเลือกตั้งซ่อมในวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมพม่าจึงเป็นประเทศเนื้อหอม คาดว่าในอีกไม่เกิน 5 ปี การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน รถไฟ สนามบินและตึกระฟ้าก็จะเกิดขึ้นพร้อมๆ กับการย้ายฐานการผลิตสินค้าที่เหมาะกับแรงงานจำนวนมากและค่าจ้างที่ยังต่ำ ภายในอีก 5 ปีจากนี้ไปประเทศพม่าก็จะส่งออกสินค้าเหมือนที่ไทยเคยผลิตไปยังกลุ่มประเทศลูกค้าเดียวกับไทยแต่จะแข่งขันได้ดีกว่า เพราะสิทธิ์ของ EBAs ดังกล่าว ค่าแรงขั้นต่ำที่เพิ่มขึ้น 300 บาทต่อวันไม่ใช่ปัญหาหลักในการกดดันให้เกิดการย้ายฐานการผลิตจากไทย แต่เป็นแรงกดดัน"เพิ่ม" ที่ให้มีการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตเร็วขึ้น
 5 ปีข้างหน้าจึงเป็น 5 ปีอันตรายที่ผู้บริหารประเทศไทยจะต้องกล้าตัดสินใจดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมว่าจะกำหนดยุทธศาสตร์รายสินค้า บริการ และการลงทุนอย่างไร การรอให้ปัญหาถึงขั้นวิกฤติแล้วจึงแก้ไขดังเช่นที่ผ่านมานั้นจะต้องไม่เกิดขึ้นอีกเพราะนักลงทุนไทยจะต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดและผลกำไร ภาระจึงตกแก่ผู้บริหารประเทศที่จะต้องแสดงความสามารถ แต่วันนี้ก็ยังไม่เห็นว่าจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน นักการเมืองจะต้องเร่งออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงในอาเซียนเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาเช่นมาตรการการอุดหนุนสินค้าเกษตรที่จะต้องปรับให้เกิดการแข่งขันที่ดีขึ้น ซึ่งไม่ใช่แค่จำนำราคาอย่างเดียว กฎหมายที่เกี่ยวกับการเร่งให้เกิดโครงการ "National Single Window" ที่เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อให้เกิดความสะดวกในการส่งออกสินค้าไทย เป็นต้น ขอให้สละสิทธิ์อำนาจที่เคยมีอยู่ในแต่ละหน่วยงานเพื่อเปิดมิติใหม่ของการแข่งขันเพราะหากแต่ละหน่วยงานของรัฐยังยึดติดอยู่กับอำนาจแล้วประเทศไทยก็คงต้องเกิดวิกฤติ และการแก้ปัญหาเมื่อวิกฤตินั้นไม่ใช่วิถีของคนเก่งอย่างแน่นอน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,737   6-9  พฤษภาคม พ.ศ. 2555

 

Read : 2032 times

jL Poll Module1

เลิกคุมนร.ตัดผมสั้นแล้วยังต้องคุมเรื่อง”ทรง-ซอย”ไว้อีกไหม?


 

Poll (2)

จีนคิดค่าเช่าปีละ 30 ล้านบาทให้หลินปิงอยู่ต่อท่านมีความเห็นอย่างไร
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*