หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home คอลัมนิสต์ผู้ทรงคุณวุฒิ บันลือศักดิ์ ปุสสะรังสี สเปน:เหยื่อรายต่อไปของวิกฤติหนี้สาธารณะยุโรป

สเปน:เหยื่อรายต่อไปของวิกฤติหนี้สาธารณะยุโรป

พิมพ์
User Rating: / 2
แย่ดีที่สุด 

altหลังจากการปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซ โดยให้เจ้าหนี้ภาคเอกชนตกลงที่จะลดหนี้ให้แก่รัฐบาลร้อยละ 53.5 ของเงินต้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าความตึงเครียด ของปัญหาหนี้ในยุโรปจะบรรเทาลง 

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เกือบทั้งหมดมีความเห็นตรงกันว่าปัญหายังรุนแรงอยู่  เพราะแม้กรีซจะปรับโครงสร้างหนี้แล้ว แต่ทว่าภาระหนี้ที่ยังสูงมากจะทำให้กรีซไม่สามารถชำระเงินต้นได้อยู่ดี นอกจากนี้ วิกฤติได้ลุกลามไปถึงโปรตุเกส และล่าสุดก็ถึงสเปนที่มีขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 4 ของ Euro Zone หรือกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร
 ผู้ที่ติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจหลายคนอาจจะสงสัยว่า ปัญหาลุกลามไปสเปนได้อย่างไร เพราะแม้ว่าหนี้ภาครัฐของสเปนเพิ่มขึ้นมากตั้งแต่ปี 2550 จากร้อยละ 36.1 ต่อGDP เป็นร้อยละ 68.5 ในปี 2554 และรัฐบาลคาดการณ์ว่าจะพุ่งไปถึงประมาณร้อยละ 80 ของ GDP ในปี 2555 ทว่าระดับหนี้สาธารณะของสเปนก็ยังต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศที่มีปัญหา เช่นกรีซที่มีหนี้สูงถึงร้อยละ 160 (ก่อนปรับโครงสร้างหนี้)  หรือแม้กระทั่งอิตาลีที่ระดับหนี้อยู่ที่ 120 ของ GDP คำตอบเบื้องต้นของคำถามนี้คือ แม้ว่าหนี้สาธารณะของสเปนจะยังไม่สูง แต่ทว่ายังเพิ่มไม่หยุด และเศรษฐกิจสเปนอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอมาก ทำให้รายรับของรัฐบาลลดลงมากกว่าที่คาดไว้ นอกจากนี้ธนาคารยังมีปัญหาหนี้เสีย ดังนั้น หนี้สาธารณะอาจจะพุ่งสูงจนเกิดอันตรายได้ในเวลาอีกไม่นานนัก
 แล้วเพราะเหตุใดหนี้สาธารณะของสเปนจึงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว  สาเหตุเบื้องต้นก็เหมือนกับหลายๆประเทศในโลก ก็คือ เศรษฐกิจถดถอยจากวิกฤติการเงินสหรัฐฯที่ส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกถดถอยในช่วงปี 2551 - 2552 ซึ่งส่งผลให้รายรับของรัฐบาลลดลง ขณะที่ภาครัฐมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น ทั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มการใช้จ่ายในการดูแลผู้ตกงานที่สูงขึ้น ภาครัฐจึงต้องก่อหนี้เพิ่มขึ้น ทำให้หนี้ขยายตัว นอกจากนี้ สเปนยังประสบปัญหาการแตกของฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงมากกว่าประเทศอื่นและเกิดปัญหาสถาบันการเงินและสินเชื่อตึงตัวตามมา โดยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 7.9 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อไปอีก ทำให้รัฐบาลต้องมีภาระในการแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินจำนวนมาก อัตราการขยายตัวของหนี้สาธารณะจึงสูงกว่าประเทศอื่น
 นอกจากปัญหาที่กล่าวมาแล้ว สเปนยังมีปัญหาโครงสร้างเหมือนกับประเทศใน Euro Zone อื่นๆ คือ มีขีดความสามารถในการแข่งขันต่ำกว่าประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรด้วยกันโดยเฉพาะเยอรมนี ทำให้ประสบปัญหาเศรษฐกิจขยายตัวต่ำและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และด้วยการที่ใช้เงินสกุลเดียวกัน สเปนจึงไม่สามารถที่จะลดค่าเงินเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ ดังนั้น ถ้าจะทำให้สเปนสามารถอยู่ใน Euro Zone และใช้เงินสกุลยูโรต่อไป สเปนจะต้องปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกฎหมายแรงงานที่ล้าหลังที่ทำให้ตลาดแรงงานขาดประสิทธิภาพและขาดความยืดหยุ่นในการปรับตัวกับสภาวะเศรษฐกิจ
 นอกจากนี้ การที่สเปนขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องพึ่งพิงเงินทุนจากต่างประเทศ ปัญหาทั้งหมดส่งผลให้เศรษฐกิจของสเปนอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก เศรษฐกิจหดตัวต่อเนื่องและอัตราการว่างงานที่สูงอยู่แล้วก็พุ่งขึ้นไปอีก โดยในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 23.6 จากที่เคยอยู่ในระดับร้อยละ 8.3 ในปี 2550  ซึ่งเป็นอัตราที่สูงที่สุดในยุโรป
 ผลของสภาวะเศรษฐกิจที่ทรุดตัวอย่างต่อเนื่องและอัตราการว่างงานที่อยู่ในระดับสูงตลอดจนปัญหาสถาบันการเงิน ทำให้สเปนขาดดุลงบประมาณในอัตราที่สูงมาก โดยในปี 2554 รัฐบาลขาดดุลงบประมาณถึงร้อยละ 8.5 ของ GDP  ซึ่งเป็นอันดับสูงเท่ากรีซ เป็นรองเพียงประเทศไอร์แลนด์เท่านั้น สำหรับในกลุ่มสหภาพยุโรปด้วยกัน จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้มีความกังวลว่าสเปนจะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนอยู่ในระดับอันตราย ดังนั้น สหภาพยุโรปจึงเจรจากับสเปนและมีข้อตกลงว่า ในปี 2555 สเปนจะต้องลดการขาดดุลงบประมาณ ให้ไม่เกินร้อยละ 4.4 ของ GDP และลดลงเหลือร้อยละ 3 ในปี 2556 เพื่อจะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาคมการเงินของโลก   อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสเปนที่เพิ่งชนะการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2554 ได้ออกมายอมรับว่า สเปนไม่สามารถทำตามเงื่อนไขดังกล่าวได้เนื่องจากเศรษฐกิจหดตัว  โดย IMF ประเมินว่าเศรษฐกิจสเปนในปีนี้หดตัวประมาณร้อยละ 1.7 และปีหน้าจะหดตัวอีกร้อยละ 0.3 และรัฐบาลสเปนคาดว่าจะขาดดุลงบประมาณประมาณร้อยละ 5.8 ของ GDP และหนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 79.8 ของ GDP ในปี 2555 แม้ว่าจะมีการปรับลดงบประมาณลง 20,000 ล้านยูโรแล้วก็ตาม
 ขณะเดียวกัน ปัญหายังถูกซ้ำเติมจากการขาดเสถียรภาพทางการเมือง โดยพรรครัฐบาลไม่สามารถรักษาเสียงข้างมากในรัฐที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ คือ Andalusia และรัฐอื่นๆ หลายรัฐได้ การขาดเสถียรภาพและการสนับสนุนทางการเมือง จะทำให้การควบคุมงบประมาณและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจของสเปน โดยเฉพาะกฎหมายแรงงาน ทำได้ยากขึ้นมาก ล่าสุดสหภาพแรงงานหลายแห่งได้รวมตัวกันเดินขบวนคัดค้านการแก้ไขกฎหมายแรงงาน จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประชาคมการเงินโลกเริ่มขาดความเชื่อมั่นต่อฐานะการเงินของสเปน โดยหลักฐานของการขาดความมั่นใจก็คือ ทั้งๆ ที่ธนาคารสเปนที่กู้เงินจากธนาคารกลางยุโรปในอัตราดอกเบี้ยต่ำตามโครงการ Long Term Repurchase Operation (LTRO) แล้วนำมาซื้อพันธบัตรรัฐบาลสเปนจำนวนมาก ซึ่งทำให้มูลค่าพันธบัตรรัฐบาลที่ถือโดยธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นประมาณ 2.5 เท่า จาก 50,000 ล้านยูโร ณ สิ้นปี 2554 มาเป็น 125,000 ล้านยูโรในเดือนมีนาคม 2555 แต่ทว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลก็ยังสูงขึ้นเกือบเท่าตัว นั่นคือแม้ว่าจะมีแรงซื้อพันธบัตรจากโครงการ LTRO เข้ามามาก ก็ไม่ทำให้ราคาพันธบัตรรัฐบาลสเปนสูงขึ้น แต่ราคากลับลดลง ทั้งนี้ก็เพราะว่าความต้องการลงทุนในพันธบัตรจากนักลงทุนส่วนอื่นๆหดหายไปอย่างมากเพราะไม่เชื่อมั่น กระทั่งการเข้ามาลงทุนของธนาคารที่ได้เงินจาก LTRO ก็ไม่สามารถชดเชยส่วนที่หายไปได้
              การทรุดตัวอย่างรวดเร็วของปัญหาหนี้สาธารณะและสถานการณ์เศรษฐกิจของสเปน ทำให้ความเสี่ยงของวิกฤติหนี้สาธารณะของยุโรปโดยรวมรุนแรงขึ้นเพิ่มเติมจากปัญหาของกรีซ โปรตุเกส และไอร์แลนด์ และเนื่องจากสเปนเป็นประเทศใหญ่ใน Euro Zone ดังนั้น ผลกระทบจึงมากกว่าประเทศที่มีปัญหาเดิมทั้ง 3 ประเทศหลายเท่า แม้ว่าปัจจุบันสถานการณ์ยังไม่เลวร้ายจนต้องขอรับความช่วยเหลือจากสหภาพยุโรปและ IMF แต่ถ้าเศรษฐกิจยังทรุดตัวต่อเนื่อง สถานการณ์ของสเปนอาจจะเลวร้ายถึงระดับนั้นได้ในอีกไม่นาน

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,734   26-28  เมษายน พ.ศ. 2555

 

Read : 4603 times

jL Poll Module1

ครบครึ่งปีท่านให้คะแนนรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจเป็นอย่างไร


 

Poll (2)

ปิดคดีสังหาร"เอกยุทธ"ได้รวดเร็ว ท่านเชื่อว่าคดีนี้เป็นอย่างไร
 

แปลภาษา

English French German Italian Portuguese Russian Spanish Thai

*
เตาแก๊ส ขายเตาแก๊ส