สาเหตุของปัญหาเริ่มมาจากการที่อิหร่านถูกกล่าวหาจากประเทศตะวันตกและอิสราเอลว่า พยายามจะสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งอาจจะส่งผลต่อเสถียรภาพของตะวันออกกลางและประเทศตะวันตกอย่างมาก (อิหร่านปฏิเสธเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง) ถ้าผมกล่าวเพียงแค่นี้ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า การที่อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์จะมีผลขนาดนั้นได้อย่างไร ผมขออธิบายสั้นๆว่า ในสายตาประเทศตะวันตก การสร้างนิวเคลียร์ของอิหร่าน จะส่งผลกระทบอย่างน้อย 3 ประการ
อย่างแรกก็คือ จะนำไปสู่การสะสมอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค เนื่องจากการเมืองตะวันออกกลางค่อนข้างซับซ้อนและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ทั้งกับภายนอก และพวกเดียวกันเอง ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ
1) กลุ่มสาธารณรัฐ รวมประเทศที่มีการปกครองระบบประธานาธิบดี เช่น อียิปต์ ซีเรีย และเยเมน
2) กลุ่มที่ 2 ได้แก่ ประเทศที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เช่น ซาอุดีอาระเบีย และโมร็อกโก
3) กลุ่มสุดท้าย คือกลุ่มที่มีการปกครองที่มีผู้นำศาสนาเป็นผู้นำประเทศ ซึ่งมีประเทศเดียวคือ อิหร่าน
การที่อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์จะทำให้ประเทศอื่นๆ เช่น ซาอุดีอาระเบีย และอียิปต์ อาจจะต้องพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาบ้างเพื่อป้องกันตัวเอง ในที่สุดจะกลายเป็นการแข่งขันกันสร้างอาวุธนิวเคลียร์ในภูมิภาค ซึ่งเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลก เนื่องจากภูมิภาคนี้เป็นแหล่งผลิตน้ำมันที่สำคัญ
ประการที่ 2 เนื่องจากในตะวันออกกลางมีความไม่แน่นอนทางการเมืองสูงมาก และมีกลุ่มผู้ก่อการร้ายหลายกลุ่ม ถ้ารัฐบาลของประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์เกิดล้มหรือร่วมมือกับผู้ก่อการร้าย และอาวุธดังกล่าวตกไปอยู่ในมือผู้ก่อการร้ายก็จะเป็นภัยแก่ประเทศตะวันตกอย่างร้ายแรง
ประการสุดท้าย อิสราเอลซึ่งเป็นอริกับประเทศตะวันออกกลางหลายประเทศรวมถึงอิหร่าน ประกาศอย่างชัดเจนว่า จะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์อย่างเด็ดขาด แม้ว่าจำเป็นต้องใช้กำลังโจมตีอิหร่านก็ตาม ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงก็จะทำให้เกิดปัญหาอย่างรุนแรงในภูมิภาคและกระทบต่อการผลิตน้ำมันโลก
ตั้งแต่ความขัดแย้งก่อตัว ทั้งสหรัฐและอิสราเอลมีความเห็นตรงกันว่า ควรใช้วิธีการทูตและการคว่ำบาตรแก้ไขปัญหา ซึ่งทั้ง 2 ประเทศรวมถึงชาติตะวันตกอื่นได้เจรจากับอิหร่านมาหลายปี ล่าสุดชาติตะวันตกรวมถึงยุโรป ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรกับอิหร่าน โดยห้ามธนาคารต่างๆโอนเงินให้อิหร่าน และจะไม่ซื้อน้ำมันจากอิหร่านตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ภายหลังการควบคุมการโอนเงิน ค่าเงินของอิหร่านลดลงอย่างมาก สถานการณ์ปัจจุบันค่อนข้างอันตราย เพราะแม้ผู้เชี่ยวชาญ เช่น รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ Mr. Leon Panetta จะคาดการณ์ว่า อิหร่านต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 2-3 ปีจึงจะสามารถทำอาวุธนิวเคลียร์ได้ แต่ทว่าอิสราเอลต้องการใช้วิธีการทางทหารในการแก้ไขปัญหาในเร็วๆ นี้ สาเหตุที่อิสราเอลต้องการใช้กำลังทางทหารก็เพราะเชื่อว่า รัฐบาลสหรัฐจะสนับสนุน เนื่องจากจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ในปลายปีนี้ ถ้าประธานาธิบดีโอบามาต้องการความเชื่อมั่นว่าจะได้รับเลือกตั้งอีกครั้ง ก็ควรจะได้รับการสนับสนุนจากประชาคมชาวยิวในสหรัฐฯ ดังนั้นโดยอาศัยจังหวะการเมืองของสหรัฐฯ ในช่วงนี้ จึงเป็นโอกาสที่อิสราเอลจะโจมตีอิหร่าน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ คาดว่าอาจจะมีการโจมตีอิหร่านเกิดขึ้นในเดือนเมษายนหรือพฤษภาคมปีนี้ ซึ่งจะกดดันให้สหรัฐฯ ต้องสนับสนุนอิสราเอลถ้าเกิดสงคราม เพราะถ้ามีการโจมตีหลังจากการเลือกตั้งในปลายปี และประธานาธิบดีโอบามาชนะเลือกตั้งอีก สหรัฐฯก็อาจจะไม่สนับสนุนอิสราเอล
ด้านสหรัฐฯ เองก็ไม่สนับสนุนให้โจมตีอิหร่าน สาเหตุหลักก็คือ การโจมตีไม่สามารถหยุดยั้งการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ เพียงแต่จะทำให้ช้าออกไปเท่านั้น และห้องทดลองของอิหร่านอยู่ใต้ดิน ซึ่งอาจจะทำให้การโจมตีไม่ได้ผลมากนัก นอกจากนี้ บุคลากรและความรู้ที่สะสมมาจะทำให้อิหร่านสามารถกลับมาสร้างอาวุธนิวเคลียร์ใหม่ได้ในอนาคต ยิ่งไปกว่านั้นการสนับสนุนให้มีการโจมตีอิหร่าน อาจจะนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการก่อการร้ายในสหรัฐฯ อีกครั้ง
สถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นมีผลต่อราคาน้ำมัน โดยแบ่งได้เป็น 3 ระดับ กรณีเบาที่สุดคือ ตะวันตกคว่ำบาตรการซื้อน้ำมันจากอิหร่าน และห้ามสถาบันการเงินโอนเงินให้อิหร่าน ผลกระทบคาดว่าจะมีเพียงระยะสั้น เนื่องจากยุโรปนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านประมาณวันละ 450,000 ล้านบาร์เรล ถ้าคว่ำบาตร ยุโรปก็สามารถหาจากแหล่งอื่นทดแทนได้ เช่น จากซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย แต่ในระยะสั้นๆ อาจจะมีปัญหาบ้าง เพราะประเภทน้ำมันที่ต่างกันระหว่างของอิหร่านกับรัสเซีย หรือ ซาอุดีอาระเบีย จะทำให้การเปลี่ยนแหล่งนำเข้าของยุโรปต้องใช้เวลาปรับตัว ขณะเดียวกันอุปทานน้ำมันที่หายไปทันทีจากการคว่ำบาตรอิหร่าน ก็จะส่งผลต่อราคาประมาณ 2-3 เดือนหรืออาจจะนานกว่านั้นบ้าง แต่จะไม่ส่งผลต่อราคามากนักในระยะยาว เพราะมีความเป็นไปได้ที่ทั้งรัสเซียและซาอุดีอาระเบียจะร่วมกันผลิตชดเชยส่วนที่หายไป ส่วนน้ำมันที่เหลือของอิหร่านก็อาจส่งไปขายให้จีนและอินเดียได้ เพราะทั้ง 2 ประเทศไม่ได้ร่วมมาตรการคว่ำบาตรกับตะวันตก ดังนั้นโดยรวมแล้วอุปทานน้ำมันจะไม่ได้ลดลงมาก เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ซื้อ-ผู้ขายเท่านั้น
กรณีที่ 2 อิหร่านปิดช่องแคบ Hormuz ที่อยู่ทางตอนใต้ของอิหร่าน การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบนี้อยู่ที่ประมาณ 15-17 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณร้อยละ 20 ของอุปทานน้ำมันทั้งหมดของโลก ปัญหาก็คือน้ำมันจำนวนนี้เกือบทั้งหมดส่งมายังเอเชีย ดังนั้น ประเทศเอเชียจะถูกกระทบอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่า การปิดช่องแคบเป็นไปได้ยาก เพราะขีดความสามารถในการรบทางทะเลของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตกสูงกว่าอิหร่านมาก ทำให้อิหร่านไม่สามารถปิดช่องแคบได้ นอกจากนี้ ถ้าทำจริงก็จะเป็นการปิดเส้นทางขนส่งน้ำมันของตัวเองอีกด้วย กรณีนี้จึงมีความเป็นไปได้น้อย
กรณีที่ 3 คือ เกิดสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ซึ่งจะกระทบต่ออุปทานน้ำมันทันทีในระยะสั้น เพราะช่องแคบ Hormuz อาจจะถูกปิด แต่ถ้าแหล่งผลิตน้ำมันของประเทศอื่นๆ ไม่ถูกทำลาย ก็คาดว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นเพียงระยะสั้นๆ อย่างไรก็ตาม อาจจะมีผลระยะยาวตามมา เพราะสงครามจะทำให้เกิดความเกลียดชังตะวันตกมากขึ้น และปลุกกระแสรักชาติที่ลดลงมากจากปัญหาการเมืองในประเทศอิหร่านให้กลับมาอีกครั้ง นอกจากนี้กลุ่มก่อการร้ายที่เริ่มตีตัวออกห่างอิหร่านและซีเรีย (เพราะผลจากการปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง) เช่น กลุ่ม Hamas ใน Gaza และ Hezbollah ในเลบานอน ก็อาจจะกลับเข้าร่วมกับอิหร่านและซีเรียอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งอาจจะทำให้การก่อการร้ายสากลแพร่กระจายอีก ยิ่งไปกว่านั้นสงครามยังอาจจะก่อให้เกิดกระแสเกลียดชังตะวันตกลุกลามไปยังประเทศอื่นๆในภูมิภาค ซึ่งผลจะคาดเดายาก ขณะที่อิหร่านก็ยังมีศักยภาพในการทำลายแหล่งผลิตน้ำมันสำคัญในภูมิภาค ซึ่งถ้าเกิดขึ้นเช่นนั้น ก็ต้องใช้เวลาซ่อมแซมระยะหนึ่งกว่าที่แหล่งน้ำมันที่ถูกทำลายจะกลับมาผลิตได้เหมือนปกติ ดังนั้น จากวิกฤตการณ์น้ำมันรุนแรงระยะสั้นๆ ก็อาจจะขยายตัวเป็นปัญหาข้ามปี และมีความเป็นไปได้ที่จะกลายเป็นวิกฤติน้ำมันโลก
ทั้งหมดที่ผมกล่าว ยังเป็นเพียงการวิเคราะห์และคาดการณ์เบื้องต้น โดยอิงจากสถานการณ์ปัจจุบัน ทว่าปัญหาความตึงเครียดที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ มีโอกาสที่จะพัฒนาไปได้หลากหลายทาง ดังนั้นจึงต้องคอยจับตาและติดตาม เพราะการเปลี่ยนแปลงใดๆที่เกิดขึ้น มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแนวโน้มอนาคตได้ตลอด
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,724 22-24 มีนาคม พ.ศ. 2555




