ความมั่นคงอาหารเป็นหัวข้อที่พูดถึงกันทั่วโลกแต่ก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่าจะแก้ไขอย่างไร Mr.Pascal Lamy เลขาธิการองค์การการค้าโลกคนปัจจุบันพูดถึงการผลิตที่ไม่สมดุลในหมู่ประเทศทั้งหลายเช่นบางสินค้าผลิตได้แค่ 2 หรือ 3 ประเทศ เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง
ขณะเดียวกันก็พูดถึงการค้าว่ายังมีปัญหาในประเด็นที่ยังมีการห้ามการส่งออก การอุดหนุนสินค้าเกษตร เขาไม่ได้แนะนำทางออกอะไรนอกจากให้ประเทศทั้งหลายไปคิดหาทางออกกันเอง (ท่านใช้คำว่า We need to ask the difficult questions)
เมื่อท่านไม่ฟันธงผมก็จะฟันธงให้ท่านเอง ผมว่าปัญหานี้เริ่มต้นจากคำจำกัดความขององค์การอาหาร และการเกษตรแห่งสหประชาชาติหรือเรียกสั้นๆว่า FAO ว่า ความมั่นคงอาหารจะมีได้ต้องประกอบด้วย 4 เงื่อนไขคือ 1) ต้องมีจำนวนเพียงพอ 2) ต้องเข้าถึงได้ หมายถึงราคาต้องพอสมควร 3) ต้องปลอดภัย และสุดท้ายคือต้องมีจำนวนสม่ำเสมอด้วย ลองเดากันซิครับว่ามีประเทศไหนบ้างที่ทำได้ครบ 4 เงื่อนไข?
ดูเหมือนว่าประเทศไทยไม่น่าจะมีปัญหาเพราะมีจำนวนเพียงพอสำหรับบริโภคภายในและส่งออก แต่ผมมีความเห็นว่าหากเราไม่เริ่มวางยุทธศาสตร์ความมั่นคงอาหารควบคู่กับพลังงานทดแทนแล้วเราก็จะมีปัญหาขาดอาหารอย่างแน่นอน ต่อไปนี้คือเงื่อนไขที่ต้องนำไปคิดกันต่อว่าจะแก้กันอย่างไร
1) ไม่มีการตัดสินใจว่าเราจะให้ความสำคัญสินค้าเกษตรกลุ่มไหนเป็นอันดับต้นๆ เช่น ข้าว มันสำประหลัง อ้อย ยาง ปาล์ม ราคาน้ำมันที่สูงจะเป็นแรงกดดันให้มีการเปลี่ยนการปลูกพืชด้วย ดังนั้นจึงต้องวางแผนว่าจะให้ปลูกพืชเพื่อพลังงานเป็นสัดส่วนเท่าไหร่?
2) ไม่มีแผนการจัดการน้ำและดินเพื่อการเกษตร
3) ไม่มีแผนในการให้การอุดหนุนเกษตรกรให้โยกย้ายอาชีพ เช่น ย้ายจากการปลูกถั่วเหลืองไปปลูกยาง เป็นต้น การปล่อยให้เกษตรกรเลือกปลูกพืชตามตลาดดังที่เป็นอยู่ขณะนี้จะมีผลให้เกิดความเสี่ยงว่าสินค้าเกษตรที่ใช้เป็นอาหารอาจจะขาดแคลนในอนาคต นอกจากนั้นยังมีสิ่งคุกคามที่ประเทศนำเข้าอาหารสุทธิ เช่น ประเทศตะวันตก เอเชีย และตะวันออกกลางบางประเทศไปลงทุนปลูกพืชเกษตรในทวีปแอฟริกา ผลที่ตามมาคือตลาดส่งออกของเราจะหดหายไปบางส่วนหรือทั้งหมดภายใน 3-5 ปีนี้
4) การจำกัดการส่งออก เมื่อประเทศประสบปัญหาในการผลิต เช่น โรคระบาด ภัยธรรมชาติร้ายแรง
5) การลงทุนปลูกพืชเกษตรบางชนิดในประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะไม่สามารถขยายพื้นที่ในประเทศได้อีก ปัญหาคือจะต้องช่วยเหลือเกษตรกรไทยอย่างไรไม่ให้เกิดผลกระทบ
6) ความปลอดภัยอาหารเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง ดังนั้นการให้ความรู้แก่เกษตรกรควบคู่กับความช่วยเหลือในการปรับปรุงกระบวนการผลิตเป็นสิ่งจำเป็นเช่นการใช้เครื่องทุ่นแรง
7) การพัฒนาการบริโภคภายในประเทศ (Quality Consumption) ต้องควบคู่กันไป สินค้าอาหารที่บริโภคในประเทศต้องมีมาตรฐานเท่ากับที่ส่งออกด้วย ดังนั้นการให้ความรู้ผู้บริโภค การจัดการตลาด ตลอดจนออกกฎหมายเป็นมาตรฐานบังคับให้ผู้ผลิตตลอดห่วงโซ่ผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย
เป้าหมายของประเทศพัฒนาและกำลังพัฒนาที่ขาดแคลนอาหาร (Food Insecurity) นั้นมีวาระซ่อนเร้นอย่างแน่นอน เพราะปัญหานี้ไม่ใช่เริ่มเกิดขึ้นในช่วงวิกฤติราคาน้ำมันสูงอย่างก้าวกระโดดแต่เป็นการฉวยโอกาสจากสถานการณ์ดังกล่าว คือ ต้องการรักษามาตรการอุดหนุนสินค้าเกษตรในประเทศต่อไปพร้อมๆกับการจำกัดการนำเข้าเพื่อต้องการปกป้องเกษตรกร และยังกลับไปลงทุนปลูกในประเทศที่ 3 อีก ดังนั้นการขาดแคลนอาหารจึงไม่ใช่ผลผลิตที่ไม่พอแต่เป็นเรื่องของตลาดที่ล้มเหลวที่ประเทศเหล่านี้เป็นต้นเหตุทั้งสิ้น
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,721 11-14 มีนาคม พ.ศ. 2555




