โครงสร้างพื้นฐานเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพทางเศรษฐกิจของเอเชียที่กำลังก้าวสู่การเป็นหนึ่งในขั้วอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้จึงจำเป็นต้องมีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายด้าน ซึ่งต้องใช้เงินทุนมูลค่ามหาศาล เนื่องจากประเทศเหล่านี้ส่วนใหญ่ (รวมถึงไทย) ยังขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ในปี 2554 ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในอันดับที่ 47 จากทั้งหมด 59 ประเทศ ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ำมาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย ประเมินว่า จากปัจจุบันถึงปี 2563 คาดว่าประเทศใน Asia-Pacific จะมีมูลค่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสูงถึง 14 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
สำหรับประเทศไทยนั้น ทางหนึ่งที่จะหาเงินทุนเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานก็คือ การนำเงินสำรองต่างประเทศมาใช้เพื่อการลงทุน ซึ่งเรื่องนี้มีผู้ไม่เห็นด้วยจำนวนมาก เหตุผลหลักของการไม่เห็นด้วยก็คือ เงินสำรองต่างประเทศเป็นทรัพย์สินของชาติไม่ควรเอาไปใช้แต่ควรเก็บรักษาไว้ให้ลูกหลานรุ่นต่อไป ผมมีความเห็นว่าความคิดดังกล่าวเกิดจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน อันที่จริงเงินเหล่านี้ไม่ได้เป็นทั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และไม่ได้เป็นของคนไทยทั้งหมด ผมจึงอยากจะสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเงินสำรองต่างประเทศใน 2 เรื่อง นั่นก็คือ ความหมายของเงินสำรองต่างประเทศ และการใช้เงินสำรองต่างประเทศ
เรื่องแรก เงินสำรองต่างประเทศของไทยได้มาจากการลงทุนทำมาค้าขายระหว่างประเทศของภาคเอกชนเกือบทั้งหมด ซึ่งเมื่อค้าขายได้เป็นเงินตราต่างประเทศก็นำไปแลกเป็นเงินบาทจากธนาคารแห่งประเทศไทย ดังนั้น เงินสำรองจึงเปรียบเสมือนกับเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นของผู้ฝากเงินไม่ใช่เป็นเงินของธนาคาร ในกรณีเงินสำรองระหว่างประเทศ ธปท.จึงทำหน้าที่เสมือนธนาคารพาณิชย์ที่จะต้องรับฝากเงินเหล่านี้ และนำเงินไปบริหารให้มีผลตอบแทน และมีสภาพคล่องมากพอที่จะให้ผู้ฝากเงินมาถอนเงินได้เมื่อต้องการ ซึ่งก็เหมือนกับธนาคารพาณิชย์ทั่วๆไป ก็คือ ถ้า ธปท.ไม่มีเงินตราต่างประเทศให้แลกก็เหมือนกับธนาคารที่ไม่มีเงินให้ผู้ฝากเงินเมื่อมาถอนเงิน ธนาคารพาณิชย์นั้นก็จะขาดความน่าเชื่อถือและอยู่ไม่ได้ ดังนั้น ธปท. จึงต้องมีเงินตราต่างประเทศไว้ให้เพียงพอกับความต้องการของผู้ที่ต้องการแลกเงินในขณะหนึ่งๆ เพราะเงินสำรองเหล่านั้นไม่ใช่เป็นของธปท.โดยตรงดังที่ได้กล่าวแล้ว มีบางประเทศเท่านั้น ที่เงินสำรองเป็นของประเทศจริงเช่น คูเวต เพราะเป็นเงินที่ได้มาจากการขายน้ำมันของรัฐบาล ดังนั้นเงินสำรองระหว่างประเทศจึงเป็นเงินของรัฐบาลและประชาชนคูเวต
ความเข้าใจคลาดเคลื่อนข้อที่ 2 ก็คือ การใช้เงินสำรอง ทั้งนี้คนส่วนใหญ่ยังเชื่อกันว่า ธปท.ควรจะเก็บเงินสำรองต่างประเทศไว้เฉยๆ โดยวัตถุประสงค์ของ ธปท. ธปท.จะถือเงินสำรองต่างประเทศไว้เพื่อ 1) สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนต่างชาติว่าเรามีเงินตราต่างประเทศเพียงพอให้แลกเมื่อต้องการ 2) เพื่อสนับสนุนการดำเนินนโยบายการเงินและอัตราแลกเปลี่ยนของธปท. และ 3) เพื่อสนับสนุนการพิมพ์ธนบัตร ซึ่งปัจจุบันธปท.ใช้เงินตราต่างประเทศหนุนหลังธนบัตรออกใช้ในสัดส่วน 1 ต่อ 1 หมายความว่า การพิมพ์ธนบัตร 1 บาท จะต้องมีเงินตราต่างประเทศมูลค่าเทียบเท่า 1 บาท มารองรับ ปัจจุบันเรามีเงินบาทหมุนเวียนในระบบประมาณ 1.366 ล้านล้านบาท หรือ 44.36 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยน 30.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)
นอกจากนี้ ธปท.ยังมีวัตถุประสงค์อีกข้อในการถือเงินสำรองก็คือ เพื่อสร้างความมั่งคั่งแก่ประเทศ ซึ่งโดยปกติ ธปท.จะบริหารเงินสำรองส่วนนี้ด้วยการนำไปลงทุนโดยการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ (ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะยาว) การไปลงทุนในพันธบัตรของรัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีอัตราผลตอบแทนต่ำ ในอีกนัยหนึ่งก็หมายความว่า ธปท.กำลังนำเงินสำรองของไทยไปสนับสนุนการขาดดุลงบประมาณและดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศเหล่านั้น ขณะเดียวกันนักลงทุนในประเทศเหล่านั้นก็กลับมาลงทุนในประเทศไทย (ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนระยะสั้น) ในรูปตราสารหนี้ (โดยเฉพาะพันธบัตรรัฐบาล) และตราสารทุน ที่ส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ เช่นพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี มีอัตราผลตอบแทนร้อยละ 3.3 ซึ่งสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯอายุเท่ากันที่ได้ดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 1.9 ดังนั้น คงสรุปได้สั้นๆ ว่า เรานำเงินสำรองไปลงทุนระยะยาวในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้ว โดยได้ผลตอบแทนในระดับต่ำ ขณะเดียวกัน เงินของประเทศพัฒนาแล้วก็กลับมาลงทุนระยะสั้นในประเทศไทย โดยได้ผลตอบแทนในอัตราที่สูงกว่า ทำให้โดยภาพรวมแล้ว อาจบอกได้ว่าเราขาดทุนจากการลงทุน
ผู้อ่านคงจะเห็นภาพว่า แทนที่เราจะนำเงินสำรองต่างประเทศไปลงทุนในประเทศอื่น แล้วได้ผลตอบแทนต่ำหรืออาจจะไม่คุ้มค่า ก็ควรจะนำเงินเหล่านั้นมาใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศดีกว่า เพราะถ้าพิจารณาจากเงินสำรองต่างประเทศที่เรามีอยู่สูงถึง 175,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปัจจุบัน ถ้าหักเงินสำรองที่ใช้สนับสนุนการพิมพ์ธนบัตร เผื่อไว้สำหรับการดำเนินนโยบายการเงิน/อัตราแลกเปลี่ยน และเพื่อรักษาสภาพคล่องในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแล้ว เรายังมีเงินเหลืออีกหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวมาแล้ว เงินตราต่างประเทศเหล่านั้นไม่ได้เป็นของ ธปท. ดังนั้น ถ้าจะนำไปใช้ รัฐบาลต้องกู้จาก ธปท.ออกไป ไม่ใช่เอาไปเฉยๆ และมีภาระต้องใช้คืนพร้อมจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งนับเป็นหนี้สาธารณะเหมือนการกู้ทั่วๆ ไป
โดยสรุป ไทยยังต้องมีการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งในประเทศและเพื่อการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอีกจำนวนมาก ซึ่งเงินทุนส่วนหนึ่งสามารถนำมาจากเงินสำรองต่างประเทศที่ปัจจุบันไม่ค่อยได้นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาประเทศไทยเท่าใดนัก แต่กลับไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วที่ได้ผลตอบแทนต่ำ เราจึงควรนำเงินสำรองเหล่านั้นมาลงทุนเพื่อสร้างประโยชน์แก่ประเทศมากกว่า ทว่า ในการนำเงินสำรองมาใช้ลงทุน ไม่ใช่เป็นการใช้เหมือนเงินงบประมาณ เพราะเงินเหล่านั้นไม่ได้เป็นของทั้ง ธปท. และภาครัฐ เพียงแต่เป็นแหล่งเงินทุนที่เรามีอยู่ ซึ่งรัฐบาลสามารถกู้เพื่อนำไปลงทุนพัฒนาประเทศได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,716 23-25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555




