กลับมาดูสายเดินเรือขนส่งสินค้าระหว่างประเทศว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่? ตั้งแต่ผมเริ่มทำการค้าระหว่างประเทศนั้นผมก็ได้รับทราบว่าสายเดินเรือเหล่านี้มีวิธีการเพิ่มต้นทุนให้ผู้ส่งออกตลอดเวลาไม่ว่าน้ำมันจะขึ้น อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสหรัฐฯและบาทจะผกผัน หรือแม้กระทั่งการกำหนดค่าขนส่งนั้นมีการ "ฮั้ว" กันอยู่ระดับหนึ่ง ผู้ส่งสินค้าออกของไทยมีพละกำลังต่อรองต่ำจึงต้องรับต้นทุนนี้ตลอดเวลา ในระยะหลังๆ ความรุนแรงของเรื่องนี้มีมากขึ้นเรื่อยๆนับตั้งแต่หลังเหตุการณ์ก่อการร้าย 9-11 ในสหรัฐฯ จนถึงการท่าเรือในประเทศที่ต้องซ่อมแซมก็ยังเป็นเหตุให้มีการเรียกเก็บค่าใบตราส่งสินค้าและค่าแออัดที่ท่าเรือ(Congestion Charge)จากผู้ส่งสินค้าออกเพิ่มได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ เชื่อไหมครับว่าสายเดินเรือบางสายยังไม่ยอมยกเลิกการเก็บค่าแออัดนี้แม้ว่าความแออัดได้หมดไปแล้ว คงต้องถามกระทรวงพาณิชย์ว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร?
ในอีกไม่ช้าสิ่งที่น่ากลัวกว่านี้ก็จะเกิดขึ้นซึ่งจะคล้ายๆกับเรื่องของการปล่อยคาร์บอนของสายการบินคือ เรือสินค้าที่เทียบท่าในยุโรปจะต้องจ่ายค่าคาร์บอนซึ่งจะมีผลกระทบกับผู้ส่งออกสินค้าไทยอีก สิ่งที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการแก้ปัญหาโลกร้อนนั้นต้องพึ่งเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าใครเป็นคนกำหนดสูตรทางเศรษฐศาสตร์นี้? ผมไม่นิยมสูตรที่เพิ่มต้นทุนให้ กับธุรกิจเพราะในที่สุดผู้รับภาระก็จะต้องเป็นผู้ที่อ่อนแอที่สุดในห่วงโซ่ธุรกิจซึ่งนั่นก็คือผู้บริโภค สิ่งที่อียูจะ ต้องทำในวันนี้ก็คือการเสนอสิ่งจูงใจแก่ผู้ที่ลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมเช่นมาตรการทางภาษีหรือการให้การอุดหนุนการผลิตสินค้าที่รักษาสิ่งแวดล้อม ในอนาคตอันใกล้เราก็จะต้อง "เขียว" กันทั้งประเทศ แต่มันจะเป็น "เขียว" ที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความเข้าใจในปรัชญาการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศเนื่องจากขาดมิติความเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างการค้าและมาตรการสิ่งแวดล้อมอย่างลึกซึ้งตั้งแต่ระดับรัฐบาลเลยทีเดียวเพราะผู้บริหารประเทศไทยยังไม่เข้าใจว่าการเจรจาข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมในระดับระหว่างประเทศที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้เป็นเรื่องของการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ? ดังนั้น เราจึงยังไม่ได้เห็นการจัดองค์กรในระดับรัฐเพื่อต่อสู้ให้ภาคเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะแสดงให้เห็นว่าปัญหาของประเทศไทย คือ ปัญหาเชิงโครงสร้างซึ่งวิธีแก้ก็คงไม่ยากเท่ากับการแก้ปัญหาให้คนขับรถช้าบนทางด่วนให้ขับชิดซ้ายได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,713 12-15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555




