ทำให้ส่วนต่างระหว่างผลผลิตจริง (Actual output) กับความสามารถที่จะผลิตได้เต็มที่ (Potential output) หรือ output gap อยู่ในระดับต่ำมาก ดังนั้น แม้ว่าจะมีอุปสงค์หรือความต้องการสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นมาก แต่อุปทานเพิ่มตามได้ไม่มากด้วยข้อจำกัดด้านแรงงานเป็นหลัก เศรษฐกิจจึงเติบโตในอัตราที่ต่ำเศรษฐกิจไทยเคลื่อนย้ายจากการขยายตัวในอัตราต่ำ มาสู่การหดตัวในไตรมาส 4 จากผลของมหาอุทกภัยที่เริ่มหนักหนาสาหัสมาตั้งแต่เดือนกันยายน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสสุดท้ายจะหดตัวร้อยละ 3.7 ซึ่งทำให้ทั้งปี 2554 เศรษฐกิจขยายตัวเพียงร้อยละ 1.5 ผลของอุทกภัยทำให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 เหลือร้อยละ 3.25 มหาอุทกภัยได้ทำลายฐานการผลิตอุตสาหกรรมจำนวนมาก โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมหลัก 7 แห่ง ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลของ สศช. ยังระบุว่าอุตสาหกรรมที่อยู่นอกเขตนิคม ก็ถูกกระทบในระดับที่ใกล้เคียงกัน ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลของมหาอุทกภัยนี้ จะต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู โดยคาดว่ากว่าทุกอย่างจะเข้าสู่ภาวะปกติก็ปลายไตรมาส 1 หรือต้นไตรมาส 2 ของปี 2555 นี้
ในปี 2555 หลังจากที่จะต้องลงทุนฟื้นฟูโรงงานและสถานประกอบการต่างๆ ตลอดจนที่อยู่อาศัยที่เสียหายจากอุทกภัยแล้ว ธุรกิจไทยและครัวเรือนยังจะต้องเผชิญกับความเสี่ยง
และปัจจัยลบอีกหลายด้าน นอกเหนือจากปัญหาในประเทศแล้ว ภาวะเศรษฐกิจต่างประเทศจะส่งผลกระทบอย่างมาก โดยปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดในปี 2555 ไม่พ้นวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรปที่ได้กลายเป็นปัญหาสินเชื่อตึงตัว (Credit Crunch) และอาจจะกลายเป็นวิกฤติการเงินในอนาคต ซึ่งวิกฤตินี้เริ่มจากปัญหาหนี้สาธารณะของรัฐบาลกรีซในปลายปี 2553 และลุกลามไปสู่ประเทศใหญ่ ได้แก่ สเปน และอิตาลี ต่อมาได้กลายเป็น
วิกฤติของยูโรโซน หรือประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรทั้ง 17 ประเทศ
สาเหตุที่วิกฤติหนี้สาธารณะลุกลามไปเป็นปัญหา Credit Crunch เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยุโรป ถือตราสารหนี้ของประเทศที่มีปัญหาจำนวนมาก เมื่อเกิดการผิดชำระหนี้จะทำให้เป็นหนี้เสีย และส่งผลให้ทุนของธนาคารลดลง นอกจากนี้ สถาบันการเงินของยุโรปหลายแห่งยังต้องเผชิญกับปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงขึ้นจากการที่รัฐบาลของหลายประเทศใช้มาตรการรัดเข็มขัด จนเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งจะทำให้หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ขยายตัวและในที่สุดจะทำให้ทุนของสถาบันการเงินลดลงอีก ซึ่งก่อให้เกิดความไม่มั่นใจต่อฐานะการเงินของสถาบันการเงินด้วยกันเอง โดยสถาบันการเงินทั่วไปและในยุโรปเองเริ่มไม่ปล่อยสินเชื่อระหว่างกันโดยเฉพาะไม่ปล่อยสินเชื่อแก่ธนาคารของยุโรป ปัญหา Credit Crunch ที่ก่อตัวขึ้นเมื่อต้นปี 2554 ขยายตัวรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่กลางปี จนธนาคารกลางยุโรปต้องช่วยให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องแก่ธนาคารหลายแห่ง และในช่วงก่อนคริสต์มาสที่ผ่านมา ธนาคารกลางยุโรปได้ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (รวมสินเชื่ออายุ 3 ปี) ให้แก่ธนาคารพาณิชย์ยุโรป มูลค่าสูงถึง 650,000 ล้านยูโร Credit Crunch จะทำให้เศรษฐกิจยุโรปที่คาดว่าจะหดตัวแล้วในไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ทรุดลงไปอีกโดยเฉพาะธนาคารยุโรปยังต้องเพิ่มทุนอีกมากเพื่อให้ส่วนของทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ที่ร้อยละ 9 ตามเกณฑ์ แต่ในภาวะปัจจุบัน ธนาคารไม่สามารถเพิ่มทุนได้ จึงต้องลดสินทรัพย์ก็คือการลดสินเชื่อลง เพื่อทำให้สัดส่วนของทุนสูงขึ้น การกระทำดังกล่าวจะมีผลที่รุนแรงต่อเศรษฐกิจยุโรป ซึ่งคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจหดตัวรุนแรงขึ้น
ขณะเดียวกันปัญหาหนี้สาธารณะก็ยังไม่บรรเทาลง ดูได้จากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอิตาลียังสูงถึงเกือบร้อยละ 7 จากปกติอยู่ที่ร้อยละ 4.7 โดยในปี 2555 อิตาลีมีหนี้ครบกำหนดชำระถึงประมาณ 400,000 ล้านยูโร การจะชำระหนี้มูลค่าสูงระดับนี้ คงจะต้องมีการ Refinance และรัฐบาลอิตาลีจะต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหารุนแรงขึ้น โดยภาพรวมแล้ว ปัญหาหนี้ของยุโรปยังไม่มีแนวโน้มจะยุติลงง่ายๆในปี 2555 ซึ่งจะทำให้การถดถอยของเศรษฐกิจยุโรปและปัญหาสถาบันการเงินรุนแรงขึ้นและจะส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก
ปัญหาต่างประเทศอื่นๆ ได้แก่ เศรษฐกิจสหรัฐฯที่ฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ มีความเสี่ยงที่จะชะลอตัวรุนแรงจากปัญหายุโรปที่อาจจะลุกลามไปสถาบันการเงินสหรัฐฯ และการส่งออกของสหรัฐฯจะถูกกระทบจากการที่ค่าเงินดอลลาร์มีค่าสูงขึ้นจากการลดลงของเงินยูโร และเศรษฐกิจคู่ค้าชะลอตัวลง นอกจากนี้ ภายหลังเดือนกุมภาพันธ์นี้สหรัฐฯยังมีความเสี่ยงที่รัฐสภาอาจจะไม่ต่อเงินชดเชยการว่างงาน และการลดภาษีรายได้จากค่าจ้างที่มีมูลค่ารวมกันถึง 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี ซึ่งจะทำให้รายได้ที่ใช้จ่ายได้ของผู้บริโภคลดลงมาก และจะมีผลต่อการใช้จ่ายในการบริโภคค่อนข้างรุนแรง
ปัจจัยภายในก็เป็นปัจจัยเสี่ยงอยู่ 3 เรื่องสำคัญ คือนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ปัญหาการเมืองและภัยพิบัติที่อาจจะรุนแรงกว่าปกติ สำหรับมาตรการค่าจ้างขั้นต่ำ จากหลายการศึกษาได้ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกัน คือทำให้ต้นทุนสูงขึ้น แม้ว่าจะมีระดับที่ต่างกัน อาทิ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) ประมาณว่า (ผลทางตรง) จากมาตรการดังกล่าว ทำให้ต้นทุนธุรกิจเพิ่มขึ้นโดยรวมประมาณร้อยละ 2.2 - 2.9 ขณะที่ธนาคารแห่ง
ประเทศไทย (ธปท.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประเมินว่า จะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 และร้อยละ 5-6 ตามลำดับ ขณะที่วิกฤติการเมืองที่บรรเทาลงในปี 2554 อาจจะปะทุขึ้นอีกได้ในปี 2555 จากเหตุการณ์บางอย่าง เช่น การแก้รัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ประเทศไทยอาจจะประสบปัญหาวิบัติภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นอีก เช่น น้ำท่วม เป็นต้น
โดยสรุปแล้วปีนี้เป็นปีแห่งความท้าทายของเศรษฐกิจและธุรกิจไทยจากการที่ธุรกิจและครัวเรือนต้องฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดจากมหาอุทกภัยที่ผ่านมา ขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับการทรุดตัวของเศรษฐกิจยุโรป และเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้นในปี 2555 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกและในที่สุดก็จะมีผลทำให้อุปสงค์ในประเทศชะลอลง
นอกจากนี้ ยังต้องรับผลกระทบจากมาตรการค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท และอาจจะมีเหตุการณ์การเมืองและภัยพิบัติแทรกซ้อนตามมาอีก ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงที่เศรษฐกิจไทยอาจจะไม่ขยายตัวเลยในปี 2555
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,704 12-14 มกราคม พ.ศ. 2555




