ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งที่ควรพิจารณาและหาแนวทางดำเนินในอนาคต คือ ชุมชนไม่ต้องการอพยพออกจากชุมชนนั้นๆ ด้วยเหตุผลง่ายๆ คือ เป็นห่วงบ้าน กรณีที่ไม่สามารถอยู่พักอาศัยได้ก็มักจะวนเวียนกลับมาดูแลบ้านอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงมีแนวคิดที่จะจัดเตรียม 'ศูนย์พักพิงถาวร' ขึ้นในชุมชน
เพื่อเป็นที่พักพิงของชุมชนที่ประสบอุทกภัยที่อยู่ใกล้เคียงนั้น ได้เข้ามาอยู่กันและใช้ชีวิตอย่างปกติสุขประมาณ 2-3 เดือน โดยสังเกตได้เช่นกันว่า ในบางชุมชนแม้ว่าบริเวณ บ้านเรือนจะถูกน้ำท่วม แต่วัดที่อยู่ในชุมชนนั้นๆ มักจะตั้งอยู่บนที่สูงกว่าที่ข้างเคียงและมักมีน้ำท่วมไม่ถึง จึงคิดที่จะใช้วัดเป็นศูนย์พักพิงในชุมชน แบบเป็นศูนย์พร้อมรบกับน้ำ ทำเสมือนหนึ่งว่าเราเตรียมตัวเพื่อประกาศสงคราม แต่ศัตรูสำคัญคือ น้ำ
ปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีและเพียงพอในศูนย์พักพิงคือ อาหาร น้ำดื่ม ที่หลับนอน และส้วมสำหรับขับถ่าย ปัจจัยด้านอาหาร ได้แก่ ข้าว ที่ต้องเตรียมปลูกไว้ล่วงหน้า อาจมีโรงสีขนาดเล็กๆ
(20-30 กิโลกรัมต่อชั่วโมง) เราจะได้ปลาย ข้าว สำหรับพัฒนาเป็นอาหารเด็กอ่อน มีรำและแกลบ ไว้สำหรับเลี้ยงเป็ดและ
ไก่ ได้ทั้งเนื้อและไข่ รวมทั้งการปลูกผักสวนครัวรั้วกินได้ ผลไม้ที่กินได้สดๆ ไม่ว่ากล้วย มะละกอ สับปะรด ที่ปลูกได้โดยไม่ต้องใช้พื้นที่มาก นอกจากนี้ปลาและกบสามารถเพาะเลี้ยงในบ่อปิดขนาดเล็ก หรืออาจทำฟาร์มเพาะเลี้ยงเห็ดหลากหลายพันธุ์ ที่สำคัญต้องจัดสรรพื้นที่ในวัดเพื่อปลูกพืชและเลี้ยงปลาก่อนน้ำจะมา ปัจจัยต่อมา คือน้ำดื่ม อาจทำได้โดยสร้างถังเก็บน้ำฝนไว้ล่วงหน้าตามปริมาณที่คาดว่าจะต้องใช้ หรือจัดสร้างบ่อบาดาลร่วมกับประปาหมู่บ้าน แต่ต้องย้ายมาสร้างไว้ในวัดแทน สำหรับที่หลับนอนนั้นพบว่าไม่ค่อยมีปัญหามากนักสำหรับผู้พักพิง คงดูเพิ่มเติมเรื่องความสะอาด และมุ้งกันยุง
ส่วนปัจจัยที่คิดว่ามีความสำคัญยิ่งคือ การขับถ่ายของผู้พักพิง เพราะเป็นเรื่องที่สร้างผลกระทบมาก แม้จะมีการบริจาคส้วมลอยน้ำ แต่การเก็บในถุงดำ สุดท้ายก็มักจะเห็นโยนทิ้งให้ลอยไปตามน้ำท่วมขัง ทำให้เกิดมลพิษตามมา จึงควรพิจารณาสร้างส้วมลอยน้ำแบบถาวรใช้ในศูนย์ พักพิง ที่สามารถรองรับมูลได้ 200-300 กิโลกรัมต่อวัน แล้วจัดการเป็นแบบถังปิดเพื่อนำมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ (BIOGAS) ที่เพียงพอสำหรับใช้เป็นก๊าซหุงต้ม สำหรับปรุง อาหารสดในครัว หากจะเสริมอีกสักหน่อยด้วยพลังงานชุมชน เช่น เตาซุปเปอร์อั้งโล่ ที่ใช้หลักการเผาก๊าซที่ได้จากการเผาเศษไม้ (GASIFIER) หรือการสร้างเตาเผาถ่านชุมชน ที่ได้ ถ่านไว้หุงต้ม และยังได้น้ำส้มควันไม้ไว้ไล่แมลงในสวนผักและผลไม้ หรือแม้แต่พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลมก็น่านำมาผสมผสานได้เช่นกัน
นี่เป็นแนวคิดที่ต้องการจะสร้าง ต้นแบบสักหนึ่งแห่งให้สำเร็จ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน และทุกภาคส่วนที่พร้อมให้การสนับสนุน ได้มาร่วมสร้างศูนย์พักพิงต้นแบบนี้ที่ 'บางเลนโมเดล' โดยใช้วัดบางเลนเป็นต้นแบบ เหตุผลสำคัญที่เลือกบริเวณวัดบางเลน เพราะพื้นที่นั้นมีน้ำท่วมตามฤดูกาลอยู่แล้วแทบทุกปี และถ้าสำเร็จก็สามารถขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ ได้ และผมเชื่อว่าน่าจะมีอีกหลายๆโมเดลที่กำลังคิดและกำลังดำเนินการจากหลายๆองค์กร และเมื่อสำเร็จแล้วน่า จะนำมาแสดงและแลกเปลี่ยนกันก็จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างแน่นอน สำหรับบางเลนโมเดลจะเริ่มดำเนินการกันเร็วๆ นี้ ท่านใดสนใจเข้าร่วมโครงการสามารถติดต่อผ่านผมได้เลยครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,702 5-7 มกราคม พ.ศ. 2555




