ผลการประชุมของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดสำคัญ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2556 คณะกรรมการทั้ง 7 คน มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์/พี) ไว้ที่ระดับ 2.75% ต่อปี
ยืนยันความเป็นองค์กรอิสระของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างแท้จริง และนับเป็นการสยบกระแสข่าวที่รัฐบาลส่งสัญญาณชัดว่ากนง. "ต้องลดดอกเบี้ย"
ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน เหตุผลในการคงอัตราดอกเบี้ย 2.75% คณะกรรมการระบุ 4 ปัจจัยสนับสนุน คือ 1.นโยบายการเงินผ่อนคลายช่วงที่ผ่านมายังเอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะถัดไป โดยปี 2555 ขยายตัวสูงถึง 6.4% 2.อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำแม้เร่งตัวขึ้นบ้าง 3. ด้านเศรษฐกิจต่างประเทศดีกว่าที่คาด ส่วนจีนและเอเชียยังขยายตัวสูงทำให้แนวโน้มการส่งออกดีขึ้น แต่ยังมีความเสี่ยงจากมาตรการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และ 4.เสถียรภาพการเงินมีความเสี่ยงจากการเร่งขึ้นของราคาสินทรัพย์
ขณะที่คณะกรรมการ 1 เสียง ที่เห็นสมควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เนื่องจากเป็นห่วงกรณีเงินทุนเคลื่อนย้ายและเห็นว่าเศรษฐกิจในภาพรวมยังมีความเปราะบาง จึงเชื่อว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงจะช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้
@เมินยกประเด็นการเมืองเข้าที่ประชุม
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. และในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการกนง. เปิดเผยว่า ความเห็นที่แตกต่างของคณะกรรมการถือเป็นเรื่องปกติที่ความคิดเห็นทางเศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจย่อมมีความแตกต่างกันได้ แต่เสียงส่วนใหญ่ยังมองว่าอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันยังเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจและสามารถรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในภาพรวมได้
ส่วนประเด็นการถูกแทรกแซงการทำงานจากฝั่งรัฐบาลให้ปรับลดอาร์/พีเพื่อสกัดเงินร้อนยืนยันว่าไม่ได้มีการกล่าวถึง แต่คณะกรรมการ ทั้งชุดก็มีความห่วงใยความผันผวนที่เกิดจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนและผลต่อเศรษฐกิจการเงินของประเทศเช่นกัน ซึ่งมีการพูดกันมานานพอสมควร ไม่ใช่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก แต่เป้าหมายการทำหน้าที่ของกนง.คือดำเนินนโยบายการเงินเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมีเสถียรภาพ โดยพิจารณาอย่างรอบด้านทั้งอัตราแลกเปลี่ยน อัตราการจ้างงาน ค่าเงินปัจจุบัน การปรับตัวของภาคการส่งออก-เอสเอ็มอี เศรษฐกิจภูมิภาค การเติบโตของสินเชื่อ ภาคอสังหาริมทรัพย์ เศรษฐกิจ-การเงินต่างประเทศ ซึ่งการสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องใดเรื่องหนึ่งจะสามารถทำได้
@ห่วงฟองสบู่หุ้น-เก็งกำไรอสังหาฯ
ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท. ยอมรับว่า สาเหตุที่ กนง. เสียงส่วนใหญ่ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกังวลในประเด็นการปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ในบางประเภท เช่น ตลาดหุ้น และ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทาง กนง. ได้ขอให้ติดตามในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
โดยการปรับขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์ในเชิงเปรียบเทียบยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน ยกเว้นในบางพื้นที่ที่เริ่มมีการเก็งกำไร โดยเป็นการเก็งเรื่อง รถไฟความเร็วสูง การตัดถนนผ่าน ตลอดจนการเก็งเรื่องการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาค ทำให้เกิดโครงการลงทุนต่างๆ ขึ้น ส่วนการเร่งตัวขึ้นของราคาหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กจะเป็นผู้เล่นคนไทย ส่วนต่างชาติยังเล่นหุ้นใหญ่ในกลุ่ม SET 50 SET 100 ซึ่งเชื่อว่าทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะมีมาตรการดูแล ขณะที่ธปท.จะพยายามรักษาดอกเบี้ยไม่ให้ต่ำเกินไป
ต่อประเด็น เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาทำให้สภาพคล่องการเงินในระบบเพิ่มและดันให้ราคาสินทรัพย์ต่างๆ เพิ่มขึ้นนั้น อาจเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะแม้เงินทุนต่างประเทศจะไหลเข้ามา แต่หากธปท.ไม่ได้เข้าไปแทรกแซง ก็ไม่ได้ทำให้ปริมาณเงินบาทในระบบเพิ่มขึ้น แต่เป็นเพราะผลตอบแทนจากเงินฝากอยู่ในระดับต่ำ คนจึงมองหาสินทรัพย์การลงทุนอื่นที่ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น
หากพิจารณาข้อมูลตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในประเทศแล้วประมาณกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ โดยในช่วงต้นเดือนมกราคมเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น เนื่องจากกองทุน Fund Manager มีการปรับ Portfolio แต่เมื่อเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ก็กลับเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวประเภท 1 ปี และ 5 ปีมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อกนง.ตัดสินใจปฏิเสธลดดอกเบี้ยอาร์/พีตามใบสั่งทางการเมือง ฉากต่อไปจึงเป็นที่จับตาของตลาดเงิน ตลาดทุน ว่าผลที่ตามมาจะตกอยู่ที่ "ตัวบุคคลหรือนโยบาย"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่ 24 - 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556



