หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

Text size
  • Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

 
   
Home

ด่วนอิเหนาลดนำเข้าน้ำตาลไทย

พิมพ์
User Rating: / 0
แย่ดีที่สุด 

หลังราคาน้ำตาลโลกหล่นวูบ สบช่องนำเข้าจากบราซิลแทน ด้านไทยลุ้นจีนซื้อน้ำตาลสำรองไว้ในสต๊อกมากขึ้น  ผู้อำนวยการใหญ่TSTC ห่วงยิ่งผลผลิตอ้อยและน้ำตาลมากขึ้นจะเจออุปสรรคท่าเรือไม่พอรองรับการขยายตัวของโรงงานน้ำตาล

           สืบเนื่องจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาน้ำตาลในตลาดนิวยอร์กลดลงเหลือ 17.94 เซ็นต์/ปอนด์ เปรียบเทียบกับราคาน้ำตาลทรายดิบในช่วงเดียวกันปีที่แล้วอยู่ที่ 24-25 เซ็นต์/ปอนด์ ตกต่ำที่สุดในรอบ 32เดือน จากที่ราคาน้ำตาลเคยทุบสถิติสูงสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ที่ราคา 36.08 เซ็นต์/ปอนด์  โดยราคาน้ำตาลที่ผันผวนนี้มีตัวแปรมาจากกำลังการผลิตอ้อยและน้ำตาลในประเทศบราซิลที่มีจำนวนมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ในขณะที่บางประเทศก็ผลิตน้ำตาลได้มากขึ้น จึงลดการนำเข้าลง เช่น อินเดียและ จีน ด้วยเหตุนี้ ทำให้มีน้ำตาลส่วนเกินที่ล้นตลาดอยู่มากถึง 10.3 ล้านตัน  เมื่อเปรียบเทียบจากที่มีปริมาณน้ำตาลในตลาดโลกจำนวน 180.1 ล้านตัน ขณะที่มีความต้องการใช้ในตลาดโลกเพียง 169.8 ล้านตัน (ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาคิงสแมน เอสเอ)
ภิรมย์ศักดิ์ สาสุนีย์ภิรมย์ศักดิ์ สาสุนีย์         ล่าสุดนายภิรมย์ศักดิ์ สาสุนีย์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ค้าผลผลิตน้ำตาล จำกัด หรือ TSTC เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า    แนวโน้มราคาน้ำตาลทรายดิบในตลาดโลกจากนี้ไป มีโอกาสจะหล่นลงไปต่ำกว่า 18 เซ็นต์/ปอนด์ต่อไปอีก  โดยสาเหตุประการแรกเกิดจากที่ปริมาณน้ำตาลจากบราซิลมีมากขึ้น เดิมคิดว่าเปิดหีบปี 2555/56 จะมีปริมาณอ้อยไม่ถึง 500 ล้านตัน เพราะบราซิลเผชิญปัญหาภัยธรรมชาติ แต่สุดท้ายปริมาณอ้อยมีมากถึง 532 ล้านตันอ้อย นอกจากนี้ผลกระทบจากบาทแข็งค่าฉุดให้รายได้ที่เป็นเงินบาทลดลง ถ้าเทียบกับบราซิลค่าเงินอ่อนก็สามารถส่งออกได้ในราคาไม่ขาดทุน จากกรณีนี้จะทำให้ค่าเฟสต่ำลง ส่งผลให้ประเทศผู้ซื้อน้ำตาลในโซนเอเชียสั่งซื้อน้ำตาลจากบราซิลได้มากขึ้นโดยมีต้นทุนที่ถูกลง
        จากกรณีดังกล่าว ผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องเฝ้าจับตาอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของไทยในการนำเข้าน้ำตาล จะหันไปนำเข้าจากบราซิลได้หลังจากที่ค่าเฟสถูกลง จากที่ปัจจุบันอินโดนีเซียนำเข้าน้ำตาลดิบและน้ำตาลทรายขาวรวมกันทั้งสิ้น 2.6 ล้านตัน/ปี โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากไทยมากที่สุด นอกนั้นจะนำเข้าจาก ออสเตรเลีย และบราซิล โดยที่ผ่านมานำเข้าจากไทยเป็นหลัก เพราะมีภาระค่าขนส่งไม่สูงมาก สะดวกในการขนส่งเพราะอยู่ใกล้ไทย  แต่ขณะนี้อินโดนีเซียมีตัวเลือกมากขึ้น   จึงคาดการณ์ว่าการส่งออกน้ำตาลไปยังอินโดนีเซียจะลดลง จากที่ปีก่อนไทยส่งออกน้ำตาลไปยังอินโดนีเซีย 1.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี2554 ที่ส่งออกเพียง 1.4 ล้านตัน
         ในขณะที่จีนเองก็มีสัญญาณลดการนำเข้าจากไทย จากที่ปี2555 จีนนำเข้าน้ำตาลจากไทย 9.6 แสนตัน ปีนี้อาจจะนำเข้าน้อยลง หลังจากที่จีนสามารถผลิตได้เองในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 12 ล้านตัน/ปี เป็น 13-14 ล้านตัน/ปี เนื่องจากจีนมีนโยบายซื้อน้ำตาลมาเก็บสำรองไว้ในสต๊อก ซึ่งเวลานี้นักวิเคราะห์ตลาดน้ำตาลมองว่าถ้าราคาน้ำตาลในตลาดโลกลดลงก็จะจูงใจให้จีนซื้อสำรองไว้มากขึ้น ดังนั้นต้องมาลุ้นว่าจีนจะนำเข้าจากไทยเพื่อสำรองน้ำตาลไว้หรือไม่ จากที่ปกติจีนจะสำรองน้ำตาลไว้ที่ 5 ล้านตัน ก็อาจจะเพิ่มเป็น 6.5 ล้านตันหรือมากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับตัวแปรจากราคาน้ำตาลในตลาดโลก เพราะถ้ามีกำไรแล้วจีนจะนำเข้ามากขึ้น
       สำหรับอินเดีย เป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมา ผลิตน้ำตาลได้มากขึ้น และเป็นที่ 2 ของโลกรองจากบราซิล โดยปี2555 ผลิตน้ำตาลได้เกิน 26 ล้านตันและส่งออกน้ำตาลได้ 2 ล้านตันเศษ  ทำให้ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาไม่ได้นำเข้าน้ำตาลจากไทย โดยผลผลิตปี 2556 จะอยู่ที่ 23-25 ล้านตัน คาดว่าจีนจะไม่มีการส่งออก จะผลิตเพื่อใช้ในประเทศเกือบทั้งหมด  ขณะที่ญี่ปุ่นจะเป็นผู้นำเข้าน้ำตาลจากไทยมากเป็นอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซียและจีน โดยปี 2555 ญี่ปุ่นนำเข้าจากไทย 8.5 แสนตัน คาดว่าปีนี้ญี่ปุ่นจะยังรักษาระดับนี้ไว้
         ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ค้าผลผลิตน้ำตาล จำกัด  กล่าวอีกว่า ปี2556 สถานการณ์การส่งออกจะขึ้นอยู่กับว่าปริมาณน้ำตาลจากบราซิลจะไหลเข้าไปยังตลาดอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน ในขณะที่ประเทศไทย ปี 2555/56 จะมีผลผลิตน้ำตาล 9-9.2 ล้านตัน ในจำนวนนี้จะใช้ในประเทศ 2.4 ล้านตัน หรือ24 ล้านกระสอบ และเป็นโควตาข. 8 แสนตัน ที่เหลือส่งออกโดยโควตาค. จะเห็นว่าเมื่อหักโควตาก.ออก ไปแล้ว ไทยจะมีน้ำตาลส่งออกประมาณ  7 ล้านตัน/ปี โดยมีมูลค่าเงินจากการจำหน่ายน้ำตาลทั้งในประเทศและส่งออกรวมราว 2 ล้านตัน/ปี โดยจะมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากการส่งออกเป็นหลัก
       ส่วนข้อกังวลของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลในอนาคตพบว่า ยังมีประเด็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงมากขึ้น เมื่อผลผลิตอ้อยและน้ำตาลทรายมีปริมาณมากขึ้น ก็จะเกิดปัญหาท่าเรือขนส่งและสถานที่เก็บน้ำตาลของไทยมีไม่เพียงพอ ขณะที่ปริมาณอ้อยเพิ่มจาก 70-80 ล้านตันขึ้นมาเกือบ 100 ล้านตัน อนาคตเชื่อว่าผลผลิตอ้อยยังได้รับผลตอบแทนดี จะทำให้ผลผลิตอ้อยเพิ่มขึ้นเป็น 120 -150 ล้านตันอ้อย  หลังจากที่มีโรงงานน้ำตาลเพิ่มขึ้นจาก 47 โรงงานมาเป็นกว่า 50 โรงงานแล้ว จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาด้านโลจิสติกส์ จากที่ปกติใช้ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ศรีราชาซึ่งมีแค่ 2 ท่าเท่านั้น

 จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,821 วันที่   24 - 27  กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

 

Read : 1853 times

*