ในช่วงปีที่ผ่านมา อาจจะทิ้งช่วงห่างเพียงไม่กี่เดือน ได้เกิดภัยพิบัติและอุบัติเหตุ ที่ผมคิดว่าน่าจะใช้เป็นบทเรียน หรืออุทาหรณ์ที่ดีอันหนึ่ง ในการสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยด้านพลังงานของประเทศในภาพรวม เหตุการณ์ที่ว่าคือ ไม่มีไฟฟ้าใช้ ในสหรัฐอเมริกาที่ถูกพายุเฮอร์ริเคนพัดกระหน่ำภาคตะวันออกของประเทศ เกิดน้ำท่วมฉับพลัน
และกระแสไฟฟ้าดับในหลายๆเมืองร่วมสองสามสัปดาห์ และเหตุเกิดที่เกาะสมุย เมื่อสายส่งไฟฟ้าเกิดระเบิด ทำให้ไฟฟ้าดับ สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากผลกระทบตามมาอย่างมากมายมหาศาล สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นจริง และเป็นเหตุการณ์ที่มีการคาดการณ์ล่วงหน้าได้ยาก และมีแนวโน้มที่จะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ยากขึ้นไปเรื่อยอีกในอนาคต ตามการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศของโลกที่ค่อนข้างผันผวน รวมทั้งมีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
ดังนั้นจึงน่าที่จะนำเหตุการณ์นั้นมาลองคิดตรองกันดูว่า ถึงเวลาหรือยังที่เราน่าจะมีการคิดถึงพลังงานสำรอง หรือพลังงานฉุกเฉินเพื่อทดแทนการพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าเพียงทางเดียว หรือแม้แต่การพึ่งพาเชื้อเพลิง เช่นก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน จากภายนอกประเทศเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าของประเทศ ที่เสี่ยงต่อการขาดไฟฟ้าทันทีที่วัตถุดิบเหล่านั้นไม่สามารถส่งมาได้ จนรัฐบาลอาจต้องประกาศภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน หรืออาจต้องแบ่งปันไฟฟ้ากันใช้ ถ้ายังใช้กันมากกว่าที่ผลิตได้
หากพวกเราที่อายุใกล้ๆหกสิบปี น่าจะมีประสบการณ์ในอดีตเมื่อประมาณห้าสิบปีที่ผ่านมานั้น ยังไม่มีไฟฟ้าใช้กันอย่างทั่วถึงดังเช่นปัจจุบัน โดยเฉพาะในชนบท ผมเป็นคนหนึ่งละที่มีประสบการณ์ร่วมในขณะนั้น ที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ แต่สามารถดำรงชีวิตที่มีความสุขตามธรรมชาติ ในยามค่ำคืนไฟส่องสว่างที่ทุกบ้านมีคือตะเกียงที่ทำด้วยกระป๋องสังกะสี มีไส้ ใช้น้ำมันก๊าดเป็นเชื้อเพลิง ถ้าบ้านไหนพอมีฐานะหน่อยก็จะมีตะเกียงเจ้าพายุ ที่ยังพอให้เห็นในร้านเก็บของเก่าที่ตั้งโชว์ให้เห็นทั่วไป เมื่อไฟฟ้าไม่มี แต่ก็สามารถมีผักสดๆ ไว้กินทุกวันได้ เพราะทุกบ้านจะปลูกผักสวนครัวไว้เป็นอาหารเพียงพอสำหรับรับประทานในครัวเรือนทุกมื้อ โดยไม่ต้องพึ่งพาตู้เย็นไว้เก็บอาหารให้สดเหมือนในปัจจุบัน หรือมีตลาดสดในชุมชนที่เปิดขายทั้งเช้าและเย็น
พลังงานที่ใช้ในการหุงต้มหรือทำอาหาร ก็ไม่ใช่ก๊าซธรรมชาติที่บรรจุถังดังเช่นในปัจจุบัน แต่เป็นถ่านเป็นฟืน ที่หาหรือผลิตได้ในท้องถิ่น บรรยากาศเหล่านี้ได้ถูกบดบังและสูญหายไปเรื่อยๆตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สร้างความสะดวกสบายให้แก่ผู้คน เมื่อมีกระแสไฟฟ้าเข้าไปทั่วถึงเกือบจะทั่วพื้นที่ของประเทศ การเปลี่ยนแปลงในวัสดุอุปกรณ์อำนวยความสะดวกทั้งหลาย ล้วนแต่อาศัยพลังงานการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นไฟส่องสว่างในบ้าน ตามท้องถนน การหุงหาอาหาร ตู้เย็น รวมทั้งเครื่องปรับอากาศที่ให้ความเย็นและความอบอุ่น ในกรณีเมืองที่มีอากาศหนาวเย็น
เมื่อเป็นเช่นนี้ เราน่าที่จะมองแนวทางสร้างความปลอดภัยในด้านพลังงานทางเลือก หรือพลังงานฉุกเฉินกันบ้างจะดีไหม เช่น มีการซ้อมกันอย่างจริงจัง ในสภาพที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ สามารถมีชีวิตอยู่กันได้อย่างไรอย่างปกติสุข โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ๆทั้งหลาย ที่ทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องใช้พลังงานขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ไฟส่องสว่าง เครื่องครัวในบ้าน หม้อหุงข้าว เครื่องเสียง โทรทัศน์ โทรศัพท์ เครื่องปรับอากาศ พัดลม ปั๊มน้ำ เครื่องซักผ้า ลิฟต์ขึ้นคอนโดมิเนียมสูงๆ ฯลฯ รวมไปถึงรถไฟฟ้าเพื่อขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ อาจจะตั้งโจทย์ไว้ว่าหากไม่มีไฟฟ้าใช้ เป็นวัน เป็นสัปดาห์ เป็นเดือน หรือเป็นปี มีพลังงานทดแทนหรือพลังงานฉุกเฉิน เพื่อการมีชีวิตให้อยู่รอดอย่างปกติสุขได้อย่างไร หากเรามีการเตรียมตัว มีการฝึกซ้อมไว้ หากไม่ได้ใช้ก็ถือว่าโชคดี แต่หากจำเป็นก็น่าจะเรียกได้ว่าโชคดีกว่าเพราะเราพร้อมรับมือครับ
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,820 วันที่ 21 - 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556



