เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผู้บริโภคน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก โดยบริโภคน้ำมันประมาณ 19 ล้านบาร์เรล/วัน และในจำนวนนี้ต้องนำเข้าจากต่างประเทศสูงถึง 8.7 ล้านบาร์เรล/วันในปี ค.ศ. 2012
โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศในแถบตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ (MENA) ซึ่งมีปัญหาด้านความมั่นคงและเสถียรภาพทางการเมือง ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่าความมั่นคงด้านพลังงานของสหรัฐฯขึ้นอยู่กับเสถียรภาพและความมั่นคงด้านการเมืองของประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ใครจะคาดคิดว่าหลังจาก 7 ปีผ่านไป สหรัฐฯจะสามารถพลิกบทบาทกลับมาเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ถึงแม้จะยังไม่ถึงขนาดพึ่งพาตนเองได้ทั้งหมด แต่ก็สามารถเข้าร่วมกับประเทศในกลุ่มอียูในการคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่าน โดยไม่ทำให้ราคาน้ำมันดิบ WTI ในประเทศสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล
นอกจากนั้นด้วยกำลังการกลั่นน้ำมันของโรงกลั่นน้ำมันในสหรัฐฯ ยังทำให้สหรัฐฯกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก และสามารถส่งออกน้ำมันเบนซินไปขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน แม้กระทั่งประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งผู้นำมีนโยบายเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐฯ และสั่งยึดทรัพย์สินของบริษัท Exxon Mobil ในเวเนซุเอลามาแล้ว แต่ปรากฏว่าวันนี้เวเนซุเอลาต้องสั่งน้ำมันจากสหรัฐฯสูงถึง 196,000 บาร์เรล/วัน และมีรถยนต์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆในเวเนซุเอลาที่ต้องใช้น้ำมันเบนซินที่กลั่นขึ้นในประเทศสหรัฐฯ
แต่ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากการปฏิวัติการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ซ่อนตัวอยู่ในชั้นหินดินดาน (Rock Formations) ด้วยเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า การขุดเจาะในแนวนอน (Horizontal Drilling) และการอัดน้ำ ทราย สารเคมี ด้วยแรงดันสูง ที่เรียกว่า Hydraulic Fracturing หรือ Fracking ลงไปในชั้นหินดินดานให้เกิดการแตกตัว และได้ก๊าซธรรมชาติหรือน้ำมันที่เรียกว่า Shale Oil หรือ Shale Gas ผุดขึ้นมา
ด้วยเทคโนโลยีใหม่นี้ทำให้การขุดเจาะเร็วขึ้น ถูกลงและดีขึ้น ต้นทุนของน้ำมันประเภท Shale Oil น่าจะอยู่ที่ไม่เกิน 70 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ส่วนพื้นที่ที่มีการขุดเจาะมากที่สุดอยู่ในแถบตอนกลาง (Mid-west) ของประเทศ อันได้แก่ แถบรัฐ Wyoming, Oklahoma, North Dakota, Texas, Colorado และ New Mexico
มีการประเมินกันว่าปีที่แล้วสหรัฐฯขยายการผลิตน้ำมันได้มากที่สุดนับตั้งแต่มีการขุดเจาะบ่อน้ำมันบ่อแรกในเชิงพาณิชย์ในปีค.ศ. 1859 โดยผลิตได้เฉลี่ย 6.4 ล้านบาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้น 14% จากปี ค.ศ.2011 แต่ตัวเลขล่าสุดในสัปดาห์แรกของเดือนมกราคมปีนี้ สหรัฐฯก็ได้ฉลองปีใหม่ด้วยการผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้สูงกว่า 7 ล้านบาร์เรล/วันเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีแล้ว และสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (EIA) ของกระทรวงพลังงานสหรัฐฯคาดว่าในปีค.ศ. 2014 สหรัฐฯจะสามารถผลิตน้ำมันดิบได้สูงถึง 7.9 ล้านบาร์เรล/วัน ในขณะที่ล่าสุดประเทศซาอุดีอาระเบียผลิตน้ำมันดิบอยู่ที่ 9.6 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ทบวงพลังงานสากล (EIA) ออกมาคาดการว่าสหรัฐฯจะขึ้นนำหน้าซาอุดีอาระเบียกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกในอีก 7 ปีข้างหน้า คือในปีค.ศ. 2020
ผลจากการผลิตน้ำมันดิบภายในประเทศได้เพิ่มมากขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 20 ปีนับจากปีค.ศ. 1993 ทำให้สหรัฐฯพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศลดลง โดยลดลงไปมากกว่า 38% นับจากปีค.ศ. 2005 เป็นต้นมา สัดส่วนการนำเข้าก็ลดลงจาก 60% ของความต้องการน้ำมันทั้งหมดของประเทศเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ลดลงเหลือเพียง 41% ในปีที่ผ่านมา แสดงถึงความสามารถในการพึ่งพาตนเองทางด้านพลังงานได้มากขึ้น ขณะนี้ก็เหลืออยู่เพียงประเด็นเดียวที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่คือ ถ้าในอนาคตอันใกล้นี้สหรัฐฯสามารถผลิตน้ำมันดิบได้มากพอจนพึ่งพาตนเองได้แล้ว รัฐบาลจะยอมให้ส่งออกน้ำมันดิบหรือก๊าซธรรมชาติอย่างเสรีหรือไม่
ปัจจุบันการส่งออกน้ำมันหรือก๊าซถูกจำกัดตามกฎหมายที่ออกโดยสภาคองเกรสในปี ค.ศ. 1973 เมื่อเกิดเหตุการณ์กลุ่มประเทศอาหรับงดส่งน้ำมันให้กับประเทศตะวันตกที่สนับสนุนประเทศอิสราเอล (Arab Oil Embargo)
ถ้ากฎเกณฑ์นี้ไม่ได้รับการแก้ไข ราคาน้ำมันดิบ WTI ในอีก 2 ปีข้างหน้าอาจลดลงต่ำถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล ซึ่งจะไม่จูงใจให้มีการขุดเจาะน้ำมันหรือลงทุนเพื่อผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ดังนั้นการตัดสินใจของรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายส่งออกพลังงานจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาแหล่งพลังงานในอนาคตของสหรัฐฯ และจะมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อตลาดพลังงานโลกในอนาคตด้วย
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,814
วันที่ 31 มกราคม - 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556



